“…สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงพระอนุศาสน์ไว้ว่า
“สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก.”
ความว่า “ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข”
ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าล้วนได้ชื่อว่าเป็นผู้สั่งสมบุญมาดี
จึงได้รับมงคลอันสูงสุดในชีวิตนี้
ที่ได้ถือกำเนิดและอาศัยอย่างเป็นสุขอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร
ของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยพระราชธรรม
ทุกพระองค์ทรงพระราชฐานะพุทธมามกะ
และอัครศาสนูปถัมภก
พระราชทานอารักขาแก่กิจการพระบวรพุทธศาสนาให้ยั่งยืนไพบูลย์
จึงสมควรที่อาณาประชาชนจักได้สำนึกในบุญลาภประการนี้
และตั้งตนเป็นกตเวที
พร้อมเพรียงกันสนองพระมหากรุณาธิคุณ
ด้วยการประพฤติตนด้วยความสุจริตทั้งกาย วาจา และใจ
เพื่อนำความผาสุกสงบมาสู่สังคมไทย
ได้สมตามพระบรมราชปณิธาน…”
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระคติธรรม ประทานสำหรับพิมพ์ลงในหนังสือพระราชวงศ์จักรี ภายใต้ร่มโพธิ์แห่งพระพุทธศาสนา (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒)
๒๘ กันยายน ๒๕๖๐
พระคติธรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้นำที่ต้องดำรงตนด้วยความถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อสร้างความสุขสงบแก่ประชาชนโดยรวม ซึ่งไม่ใช่เพียงคำสอนทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักธรรมในการบริหารบ้านเมืองที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาพุทธศาสนา จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยเห็นว่าการที่ผู้นำทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศดำเนินงานโดยยึดหลักธรรมมาภิบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้งในสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ ความสุจริตและความเมตตาที่ผู้นำแสดงออกมาส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของประชาชน ทำให้ประชาชนมีความสุขและเกิดความร่วมมือในการพัฒนาสังคม นอกจากนี้ ในบริบทของสังคมไทยที่มีพระราชวงศ์และพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางจิตใจ คำสอนนี้จึงเป็นตัวแทนของความผูกพันและการเคารพในสถาบันหลักของชาติ การที่ประชาชนตระหนักถึงบุญคุณและความกรุณาของพระมหากษัตริย์นำไปสู่การประพฤติตนด้วยความสุจริตและความสามัคคี ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบสุขในสังคม อีกทั้งคำกล่าวนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการเป็นผู้นำที่ดี ที่ผู้ปกครองควรมีคุณธรรมและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแก่ประชาชน เพื่อให้การปกครองเกิดประสิทธิภาพและสังคมอยู่เย็นเป็นสุขอย่างแท้จริง
