นายกฯ ประชุมสุดยอดอาเซียน หารือสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน การค้าการลงทุน อาหาร ความปลอดภัยประชาชน รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค ซึ่งสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจำเป็นต้องเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยเสนอแนวทางความร่วมมือสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ผลักดันความร่วมมือ เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน และการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน ด้านความมั่นคงทางอาหาร เสนอให้ต่อยอดรูปแบบความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ และขยายไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงการคุ้มครองคนชาติอาเซียน ส่วนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ นายกรัฐมนตรี เสนอ 3 แนวทาง ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และการรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและนอกภูมิภาค ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาค

อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้หารือทวิภาคีกับนาย เล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เชิญชวนเวียดนามลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น และการกำหนดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดนเสริมสร้างสันติสุขภาคใต้ ยกระดับความเชื่อมโยงไทย-มาเลเซีย ส่วนการหารือกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรี จะหารือความร่วมมือในด้านต่าง ๆ กับนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

#นายกประชุมสุดยอดอาเซียน #หารือสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน #การค้าการลงทุนอาหารความปลอดภัยประชาชน #รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง #ภารกิจนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

5/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการมีบทบาทสำคัญส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การค้า หรือความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน จากประสบการณ์ตรงในการติดตามข่าวสารและอ่านรายละเอียดต่าง ๆ พบว่าความร่วมมือทางพลังงาน อย่างเช่นการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนและความมั่นคงปิโตรเลียม ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค เนื่องจากการพึ่งพาพลังงานที่มีเสถียรภาพช่วยลดผลกระทบเมื่อเกิดวิกฤติในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาและการจัดหาพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ การขยายขอบเขตความร่วมมือการค้า เช่น การค้าข้าวระหว่างไทยกับสิงคโปร์และการคุ้มครองคนชาติอาเซียน ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในยามที่ตลาดโลกมีความผันผวน ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพึ่งพาและช่วยเหลือกันในระดับภูมิภาค ส่วนการหารือทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงเพื่อประโยชน์ร่วมในระยะยาว ทั้งในเรื่องการลงทุน การค้าการลงทุน และความมั่นคงในพื้นที่สำคัญ เช่น ภาคใต้ของไทย ในฐานะผู้ติดตามการประชุมครั้งนี้ รู้สึกประทับใจกับแนวทางที่นายกรัฐมนตรีเสนอไว้ เพราะแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลก และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในอนาคต ล้วนเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของภูมิภาค