โครงการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เขียดแลวแบบธรรมชาติ

เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริว่า เขียดแลวซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติใกล้จะสูญพันธุ์ไป จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กรมป่าไม้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เขียดแลว ด้วยการจัดหาสถานที่ธรรมชาติที่มีพื้นที่อย่างน้อย 1,000 ไร่ ให้กรมชลประทานจัดทำแหล่งน้ำสร้างความชุ่มชื้น และให้กรมประมงจัดหาพันธุ์เขียดแลวปล่อยในพื้นที่ป่าไม้ตามธรรมชาติ โดยให้ราษฎรเข้ามามีส่วนร่วม ณ บ้านรวมไทย หมู่ที่ 5 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ด้วยพระราชปณิธานที่จะฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์คืนชีวิตให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของสรรพสัตว์ทั้งปวง ทำให้โครงการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เขียดแลวแบบธรรมชาติ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ก่อกำเนิดขึ้น โดยในเบื้องต้นได้ดำเนินโครงการในพื้นที่ 500 ไร่ บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยป่าตอง มีการปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เขียดแลวจำนวน 500 ตัว ลูกเขียด 50,000 ตัว ลงในพื้นที่ และสร้างฝายพร้อมอาคารส่งน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและแหล่งน้ำในฤดูแล้ง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมแก่การขยายพันธุ์ของเขียดแลว นอกจากนั้นยังได้ฝึกอบรมราษฎรในพื้นที่ ให้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งสะสมอาหารที่สมบูรณ์ต่อไปอีกด้วย

ที่มา : หนังสือคู่พระบารมี ศรีแผ่นดิน

5/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้มีโอกาสเยี่ยมชมโครงการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เขียดแลวในพื้นที่แม่ฮ่องสอน ต้องบอกเลยว่าความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์นี้เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจมาก เขียดแลวซึ่งเคยมีในธรรมชาติแต่ลดจำนวนลงอย่างมาก ถูกนำมาปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติที่สร้างขึ้นใหม่อย่างเหมาะสม ทำให้เขียดมีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเหมาะสมในการขยายพันธุ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่โดยการฝึกอบรมและให้ความรู้ในการดูแลสัตว์ป่าทำให้เกิดความตระหนักรู้และความรักธรรมชาติมากยิ่งขึ้น พ่อแม่พันธุ์และลูกเขียดถูกดูแลอย่างใกล้ชิดโดยชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้การสร้างฝายและระบบน้ำที่เหมาะสมยังช่วยให้แหล่งน้ำในฤดูแล้งไม่แห้งขอด ช่วยรักษาความชุ่มชื้นที่จำเป็นต่อระบบนิเวศของเขียดแลวได้เป็นอย่างดี โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสายพันธุ์เขียดแลวแต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นเพื่อรักษาธรรมชาติอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกได้ถึงผลดีที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนควรช่วยกันสนับสนุน