“พาณิชย์ - เกษตรฯ” เร่งผลักดันขยายตลาดสินค้าเกษตร สร้างรายได้และความมั่นคงแก่เกษตรกรไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้บรรลุเป้าหมาย 7 ล้านตันในปี 2569 แม้ตลาดโลกจะเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้การส่งออกไปยังอิรักชะลอตัวลง แต่หลายประเทศกังวลเรื่องภาวะภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญจึงเร่งนำเข้าข้าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยได้เร่งขยายตลาดผ่านเครือข่าย ทูตพาณิชย์ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับจีน และการเปิดตลาดใหม่ในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยนอกจากนี้ ยังเดินหน้าส่งเสริมสินค้าเกษตรไทย ยกระดับกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นผ่านการพัฒนามาตรฐาน การผลิตและการเชื่อมโยงผู้ซื้อญี่ปุ่น พร้อมแนะนำโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการส่งออกอาหารวีแกนและอาหาร Plant-Based ไปยังตลาดแคนาดาที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากกระแสรักสุขภาพ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปยังประเทศจีน ตั้งเป้าส่งออกเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี พร้อมเร่งเจรจา ด้านมาตรการสุขอนามัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์กักกันโรคสัตว์ตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยในระยะยาว

#พาณิชย์เกษตรเร่งผลักดันขยายตลาดสินค้าเกษตร #สร้างรายได้และความมั่นคงแก่เกษตรกรไทย #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

6/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว การที่รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยนั้น มีผลดีอย่างมากต่อเกษตรกรโดยตรง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้แล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาว การใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์และประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับจีน ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเปิดประตูตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งในช่วงที่ภัยแล้งและปัญหาสภาพอากาศเอลนีโญเพิ่มความต้องการข้าวในตลาดโลก ทำให้ข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการและสามารถขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นได้มากขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับกล้วยหอมไทยและอาหาร Plant-Based ที่สอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ยังเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงตลาดญี่ปุ่นและแคนาดาได้อย่างน่าสนใจ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกควรศึกษามาตรฐานการผลิตและการเชื่อมโยงกับผู้ซื้อในต่างประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สำหรับการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปยังจีน การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์กักกันโรคสัตว์ตามมาตรฐานสากล จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและปลุกเร้าอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย นอกจากนี้ยังสร้างมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายส่งออกเดือนละ 100,000 ตัว ซึ่งช่วยกระจายโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรในภาคปศุสัตว์ด้วย โดยรวมแล้ว นโยบายและความร่วมมือข้ามกระทรวงในการขยายตลาดสินค้าเกษตรนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรในเรื่องการตลาดและรายได้เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาการเกษตรไทยให้มีความยั่งยืนในยุคที่ตลาดโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัวและปรับตัวเพื่อโอกาสและการแข่งขันในตลาดโลกที่จะเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต