“ศุภจี” ขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 2568 นัดแรก มุ่งยกระดับสิทธิ-คุณภาพชีวิต

กรุงเทพฯ, 3 กรกฎาคม 2569 — ที่กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และกำหนดแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมได้พิจารณากรอบการดำเนินงานระยะยาวร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ มาตรฐานแนวปฏิบัติที่เหมาะสม และกลไกการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนาประเทศ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมุ่งส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความเสมอภาค การเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่มทั่วประเทศผ่านกลไกและมาตรการที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 กำหนดหลักการสำคัญในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ใน 7 ด้าน ได้แก่

1. สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิ

2. สิทธิในการสืบทอดวัฒนธรรม ภาษา และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์

3. สิทธิในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของชุมชน

4. สิทธิในการใช้ประโยชน์และดูแลทรัพยากรตามแนวทางที่กฎหมายกำหนด

5. สิทธิในการดำเนินวิถีชีวิตและพัฒนาศักยภาพของชุมชน

6. สิทธิในการมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลและกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง

7. สิทธิในการเข้าถึงบริการของรัฐและสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาค

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนากลไกสำคัญเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกฎหมาย อาทิ การส่งเสริมพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การพัฒนาฐานข้อมูลด้านชาติพันธุ์ และการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน การรับเรื่องร้องเรียน และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับแนวคิดเรื่อง “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวนโยบายของรัฐ โดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาฐานข้อมูลกลางด้านชาติพันธุ์จะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะ การวางแผนพัฒนา และการจัดบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมแก่สาธารณชน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และสร้างความเข้าใจอันดีในสังคม

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาค และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ในที่ประชุมท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันสนับสนุนในการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์และสินค้าจากกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้มีความมั่นคง รวมถึงได้กำชับให้มีการตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้

7/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการพัฒนาและขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันสิทธิและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ที่ผ่านมา กลุ่มชาติพันธุ์มักประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ และยังถูกละเลยในหลายมิติของการพัฒนา จากประสบการณ์ส่วนตัวและการติดตามข่าวสาร พบว่ากฎหมายฉบับนี้ได้เน้นการคุ้มครองสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ป้องกันการเลือกปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ สิทธิในการรักษาภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ประจำกลุ่มชาติพันธุ์ ก็มุ่งหวังให้ถ่ายทอดต่อเนื่องและอยู่รอดอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทางที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการศึกษาที่เหมาะสมกับสภาพชุมชน โดยมีฐานข้อมูลกลางด้านชาติพันธุ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและพัฒนานโยบายที่ตรงตามความต้องการ สิ่งที่น่าจับตามองคือแนวคิด “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ที่ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างสมดุลกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจและความภูมิใจให้ชุมชนในการปกป้องวิถีชีวิตของตนเอง ในแง่ของการส่งเสริมเศรษฐกิจ การสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ขายผลิตภัณฑ์และสินค้าของตนเองช่วยเสริมสร้างรายได้และความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมในการประชุมครั้งนี้ รวมถึงการตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ถือเป็นกลไกเสริมเพื่อการประสานงานและติดตามผลให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ในฐานะที่ได้ติดตามและเห็นถึงความสำคัญของพระราชบัญญัตินี้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และกลุ่มชาติพันธุ์เอง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยที่ยั่งยืน มีความสมานฉันท์ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วยความมั่นคงและเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง