ครม. เคาะสูตร “CARE” ปรับบำนาญชราภาพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings) มีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยจะมีการปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ส่วนผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิรับบำนาญภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ หากคำนวณตามสูตรใหม่แล้วได้รับเงินบำนาญลดลง จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างตามสัดส่วนที่กำหนด ตั้งแต่ร้อยละ 100 ในปีแรก และทยอยลดลงจนถึงร้อยละ 20 ในปีที่ห้า โดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
#ครมเคาะสูตรCARE #ปรับบำนาญชราภาพใหม่ #ลดความเหลื่อมล้ำเป็นธรรม #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
การปรับสูตรบำนาญชราภาพแบบใหม่ "สูตร CARE" ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบประกันสังคมของไทย เพราะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับผลประโยชน์ที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับการส่งเงินสมทบจริงตลอดช่วงเวลาทำงาน ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ชัดเจนต่างจากสูตรเดิมที่ใช้เพียงค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ จากประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานมาตลอดแต่บางปีอาจจะส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน สูตรใหม่นี้ช่วยให้ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพที่เคยถูกจำกัดลดลงมาก เพราะเพิ่มเงินบำเหน็จในส่วนของนายจ้างและผลตอบแทนในกรณีที่ส่งสมทบน้อยกว่า 12 เดือน นอกจากนี้การคิดอัตราบำนาญเพิ่มแบบละเอียดตามจำนวนเดือนที่ส่งสมทบจริง ยังทำให้ผลประโยชน์ยุติธรรมและสะท้อนความทุ่มเทการทำงานของแต่ละคนอย่างแท้จริง จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือการปรับฐานค่าจ้างมาคำนวณจากเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงปีสุดท้ายของการทำงาน และช่วยให้ผู้ประกันตนที่ไม่ได้มีรายได้สูงในช่วงปลายอาชีพได้รับบำนาญที่เหมาะสมตามที่ควรจะเป็น จากการติดตามข่าวสาร พบว่ารัฐบาลมีนโยบายผลักดันเรื่องนี้ในกรอบนโยบายรัฐบาล 20 กระทรวง เพื่อสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณของคนไทย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคมระยะยาว สำหรับผู้ประกันตนที่คำนวณเงินบำนาญตามสูตรใหม่แล้วได้รับเงินลดลง รัฐบาลยังได้จัดทำระบบเงินชดเชยที่ลดหลั่นตามปีของสิทธิ์บำนาญอย่างนุ่มนวลตั้งแต่ 100% ในปีแรก จนถึง 20% ในปีที่ 5 เพื่อไม่ให้กระทบหนักต่อผู้ที่ใกล้เกษียณ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังและความทุ่มเทในการสร้างความเป็นธรรมครั้งนี้ โดยส่วนตัวที่ทำงานในระบบประกันสังคมมาตลอด ปีนี้ได้ติดตามข้อมูลและรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ระบบบำนาญนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้จริง หากใครมีโอกาสทำความเข้าใจและเตรียมตัวกับสูตรใหม่ล่วงหน้า ก็จะช่วยวางแผนการเกษียณได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
