นายกฯ หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่ ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 โดยได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” ซึ่ง AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน ทุกประเทศควรร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนายสี จิ้นผิง ได้ย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจรอบใหม่ ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว โดยไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ พัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน ส่วนด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

#นายกหารือสีจิ้นผิง #เปิดประตูความร่วมมือไทยจีนรอบใหม่ #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

3 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการพูดคุยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างมากของไทยและจีนในการร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเปิดมิติใหม่ๆ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนไทยได้อย่างยั่งยืน ในประสบการณ์ของผม การที่มีพันธมิตรที่เข้มแข็งอย่างจีนในการพัฒนา AI และเทคโนโลยีที่ทันสมัย นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบการผลิตและการบริการที่ตอบโจทย์ตลาดโลกได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือในด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การขนส่งสินค้าและเชื่อมโยงทางการค้าไทย-จีนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผมได้สัมผัสถึงศักยภาพของการบริหารงานร่วมกันในระดับภูมิภาคที่เน้นความรวดเร็วและความปลอดภัย ในมุมมองด้านความมั่นคง การจัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีของไทยและจีน จะช่วยสร้างเวทีที่เข้มแข็งสำหรับการร่วมมือทางยุทธศาสตร์ ทั้งการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ภูมิภาคนี้มีเสถียรภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การมุ่งเน้นให้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไทยที่มีทักษะสูง พร้อมกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การดำเนินนโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มจำนวนงานคุณภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง จากการติดตามสถานการณ์และประสบการณ์ตรง ผมมองว่าความร่วมมือไทย-จีนในหัวข้อ AI Partnership นี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและการพัฒนาที่ยั่งยืน เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสร้างอนาคตที่สดใสร่วมกับพันธมิตรอย่างจีน