นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน สานต่อมิตรภาพไทย–จีนปีที่ 51
วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนเข้าพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการสานต่อมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมผลักดันความร่วมมือในสาขาใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ อวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของทั้งสองประเทศให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและจีนพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง การค้า การลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนผ่านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสื่อมวลชน ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยสนับสนุนบทบาทของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง และการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค
นอกจา กนี้ นายกรัฐมนตรียังสนับสนุนการเพิ่มการแลกเปลี่ยนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ พร้อมเชิญประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
ด้านนายจ้าว เล่อจี้ แสดงความยินดีต่อการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำรัฐบาล พร้อมยืนยันว่าจีนพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัล อวกาศ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาด รวมถึงประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในกรอบอาเซียน–จีน กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง และเวทีระหว่างประเทศ
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐสภา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนิติบัญญัติ และผลักดันกฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว
จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน พบว่าการเสริมสร้างความร่วมมือในหลากหลายด้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสันติภาพในภูมิภาคไทย-อาเซียน นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงที่ได้กล่าวถึงแล้ว ในด้านเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์และอวกาศถือเป็นอนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่สามารถมองข้ามได้ การที่ทั้งสองประเทศผลักดันความร่วมมือในสาขานี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง ผมเคยมีโอกาสได้เรียนรู้ข้อมูลว่า การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างรัฐสภายังช่วยส่งเสริมการออกกฎหมายที่เหมาะสมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การสนับสนุนด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ทั้งสองประเทศร่วมมือกัน ยังตอบโจทย์ความท้าทายโลกในปัจจุบันได้อย่างดี ทำให้ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–จีนไม่เพียงแต่เป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ที่มีผลต่อภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศอย่างเข้มแข็งอย่างที่เราเห็น ในมุมมองของประชาชนคนหนึ่ง ผมเห็นว่าโอกาสในการขยายความร่วมมือในเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีดิจิทัล จะก่อให้เกิดงานและแรงสนับสนุนที่มากขึ้นในอนาคต และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนรุ่นใหม่ นอกจากนั้นการส่งเสริมวัฒนธรรมและสื่อสารผ่านการท่องเที่ยวก็ช่วยสร้างความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ ทำให้มิตรภาพปีที่ 51 มีความหมายลึกซึ้งและเป็นรากฐานที่แข็งแรงสืบไป




