“เจเศรษฐ์” สั่ง ปภ. รับมือภัยต้องเร็วกว่าภัย เกาะติดสถานการณ์ฝนหนัก กำชับจังหวัดเสี่ยงเตรียมพร้อม แจ้งเตือน และช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

30 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00 น.

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เปิดเผยว่า จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนหลายจังหวัดเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 จึงได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยง เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง โดยย้ำหลักการว่า “การรับมือภัยต้องเร็วกว่าภัย” เพื่อให้การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามระดับน้ำในแม่น้ำ ลำห้วย และคลองต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง หากระดับน้ำเพิ่มสูงจนอยู่ในขั้นวิกฤติ รวมทั้งให้ประชาชนติดตามประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และกำลังบุคลากร เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดสถานการณ์ในพื้นที่

ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์สาธารณภัย ณ เวลา 18.00 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า จากฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา โดยทุกพื้นที่ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชน อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

สำหรับ จังหวัดเชียงราย เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ 7 ตำบล 7 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอแม่จัน และอำเภอเมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ได้เข้าดูแลพื้นที่ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเร่งระบายน้ำ ขณะนี้ระดับน้ำลดลงแล้ว และอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

ส่วน จังหวัดเชียงใหม่ เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอแม่อาย ครอบคลุม 4 ตำบล 5 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบต่อประชาชน 4 ครัวเรือน เจ้าหน้าที่ได้เร่งช่วยเหลือ ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และระบายน้ำออกจากพื้นที่ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ขณะที่ จังหวัดพะเยา เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอเมืองพะเยา ครอบคลุม 6 ตำบล 6 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลบ้านสาง ตำบลแม่ใส ตำบลบ้านตุ่น ตำบลสันป่าม่วง ตำบลจำป่าหวาย และตำบลบ้านต๋อม ส่งผลกระทบต่อประชาชน 86 ครัวเรือน โดยหน่วยงานในพื้นที่ได้เร่งให้ความช่วยเหลือ ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายและระดับน้ำลดลง

นายเจเศรษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้หลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา จึงได้กำชับให้จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าประมาท ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมกำลังพล เครื่องจักรกลสาธารณภัย ระบบแจ้งเตือนภัย และแผนเผชิญเหตุให้พร้อมปฏิบัติได้ทันที พร้อมทั้งดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมและการแจ้งเตือนให้เร็วที่สุด เพราะหากเรารับมือได้เร็วกว่าภัย ความสูญเสียก็จะลดลงได้มาก ทุกหน่วยงานต้องทำงานเชิงรุก บูรณาการทุกภาคส่วน และเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเมื่อเกิดภัย ภาครัฐจะอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

7/31 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การติดตามข่าวสารและการจัดการภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยง ฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากมักสร้างความเสียหายต่อชุมชนอย่างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนืออย่างเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาที่มีโอกาสเกิดน้ำป่าอย่างรวดเร็ว การบูรณาการระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กับผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรท้องถิ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการความเสี่ยงนี้ อย่างที่เห็นในข่าว การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่น การเฝ้าระวังระดับน้ำ การแจ้งเตือนประชาชนให้รับรู้สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และการเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัย ทำให้สามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มาก นอกจากนี้ การส่งเสริมบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และการเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งสำหรับการรับมือภัยพิบัติ ในฐานะที่ผู้เขียนเคยประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ภูเขา พบว่าการมีข้อมูลแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างแม่นยำและการสื่อสารที่ชัดเจนช่วยให้ครอบครัวสามารถขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงได้อย่างทันท่วงที ป้องกันความสูญเสียด้านทรัพย์สินและลดความเสี่ยงต่อชีวิตได้มาก สิ่งที่สำคัญ คือ การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยพร้อมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพราะภัยธรรมชาติอาจทวีความรุนแรงและไม่สามารถคาดการณ์ได้เสมอ การมีระบบแจ้งเตือนภัยทันเวลาและมีทันตแพทย์จัดการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือและลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้าย การแจ้งเตือนและรับมือให้เร็วกว่าภัยเกิดขึ้นถือเป็นแนวทางที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน โดยรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรักษาความต่อเนื่องในการเฝ้าระวังและเตือนภัยตลอดฤดูฝน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าภาครัฐจะอยู่เคียงข้างและพร้อมช่วยเหลือทุกเมื่อที่เกิดภัยพิบัติ