ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ล้าง 3 หมื่นระบบเก่า-ร้าง ใน 15 วัน บังคับใช้ MFA ป้องกันข้อมูลรั่วไหล

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย Multi - Factor Authentication (MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน และประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบ 3 มาตรการ ที่เป็นผลจากการประชุมของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เสนอ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้ 1. Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก 2. System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (Back-end) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ 3. ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (ระบบ MFA)

ในระบบภาครัฐทั้งหมดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล

#ครมยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ #สั่ง300กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที #ล้าง3หมื่นระบบใน15วัน #บังคับใช้MFAป้องกันข้อมูลรั่วไหล #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

18 ชั่วโมงที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ในการทำงานกับระบบภาครัฐ ผมเห็นว่าการยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ด้วยมาตรการบังคับให้เปลี่ยนรหัสผ่านและการใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) เป็นแนวทางที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลนี้ การเปลี่ยนรหัสผ่านทันทีในทุกกรมกว่า 300 กรมนั้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจรกรรมบัญชีผู้ใช้งานที่อาจถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ การล้างระบบเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วกว่า 3 หมื่นระบบภายใน 15 วัน ยังช่วยปิดช่องโหว่ที่จากระบบหลังบ้านที่ถูกละเลยและอาจกลายเป็นจุดอ่อนให้ผู้ไม่หวังดีเจาะเข้าระบบได้ ในฐานะผู้ที่เคยประสบปัญหาข้อมูลรั่วไหลมาบ้าง ฉันเห็นว่ามาตรการ MFA เช่นการใช้ Digital Identity (ThaID) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน และลดโอกาสการถูกโจมตีไซเบอร์ได้อย่างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายนี้ยังต้องการความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกคนในการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด และการทำความเข้าใจถึงความสำคัญของความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร จากการติดตามข่าวสาร พบว่าสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและตอบสนองภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว นี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้มาตรฐานความปลอดภัยของภาครัฐมีความเป็นสากลและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยรวมแล้ว มาตรการเหล่านี้นอกจากจะช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ที่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยข้อมูลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย