SMEs จะทำอย่างไร ถ้าค่าเงินบาท ทะลุไปเป็น 35 บาท ต่อ $1

มีคนตั้งคำถามว่า SMEs จะทำอย่างไร เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลงถึงประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (USD/THB อ่อนค่า)ผมคิดว่ามันน่าจะมีทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” สำหรับ SMEs ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจคุณเกี่ยวข้องกับการนำเข้าหรือส่งออกมากแค่ไหนลองมาดูกันสิครับ จะเป็นเช่นนี้ไหม

ผลกระทบหลัก

• ธุรกิจส่งออก → ได้ประโยชน์ (รายได้เป็นดอลลาร์ แปลงเป็นบาทได้มากขึ้น)ผมเคยได้รับเงินค่าจ้างเป็นที่ปรึกษาในช่วงนั้นอัตราแลกเปลี่ยน 37 บาท / 1 USD ได้แต่ยิ้มไป

• ธุรกิจนำเข้า → ต้นทุนสูงขึ้นทันที (จ่ายเป็นดอลลาร์แพงขึ้น)ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นในการนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาทำเป็นสินค้าสำเร็จรูป

• ธุรกิจในประเทศ → กระทบทางอ้อม เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ, เงินเฟ้อ

วิธีรับมือสำหรับ SME

1. ธุรกิจ “นำเข้า” (เสี่ยงมากสุด)

• ล็อคอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) เช่น ทำ Forward Contract กับธนาคาร

• สต็อกสินค้า/วัตถุดิบล่วงหน้า (ถ้าคาดว่าบาทจะอ่อนต่อ)

• หา Supplier ในประเทศ หรือ ประเทศที่ใช้เงินสกุลอื่น

• ปรับราคาขายอย่างมีชั้นเชิง (ค่อยๆ ปรับ ไม่กระแทกลูกค้า)แบบรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมัน ไงครับ

2. ธุรกิจ “ส่งออก” (โอกาสมา)

• เร่งขยายตลาดต่างประเทศ จงใช้ Connection Relation และ Experience ขยาย ตลาดออกไปในทุกภูมิภาค

• สินค้าคุณ “ถูกลง” ในสายตาต่างชาติ เขาจึงอาจจะสั่งเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน หรืออาจจะใช้นาทีนี้ผลักดันให้ตลาด สั่งซื้อมาขึ้น

• ตั้งราคาขายเป็นดอลลาร์ เพื่อรักษากำไรเพื่อที่จะได้รับเงินมาเปลี่ยนเป็นบาท ได้มากขึ้น

• เพิ่มกำลังการผลิต ถ้ามีดีมานด์เพิ่ม จงใช้วิกฤต ให้เป็นโอกาส

• แต่ควรระวัง: อย่าชะล่าใจ เพราะค่าเงินผันผวนเร็วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหูไว ตาไว ในอัตราแลกเปลี่ยน

3. ธุรกิจทั่วไป (ไม่ได้ import/export ตรงๆ)

• ควบคุมต้นทุนเข้มงวดขึ้น (พลังงาน วัตถุดิบมักแพงขึ้น)

• ทำ Cash Flow ให้แม่น เพราะดอกเบี้ย/เงินเฟ้ออาจตามมา

• ปรับสินค้า/บริการให้ “คุ้มค่า” มากขึ้น เพื่อรักษาลูกค้า

เครื่องมือที่ SME ควรใช้

• Forward / Option (ผ่านธนาคาร)

• Multi-currency account

• การตั้งราคาแบบ flexible (dynamic pricing)

สรุปแบบสั้น

• นำเข้า = ป้องกันความเสี่ยง + ลดต้นทุน

• ส่งออก = เร่งโต + เก็บกำไร

• ทุกธุรกิจ = บริหารเงินสด + ยืดหยุ่น

ลองอ่านแล้วนำมาเป็นข้อมูลพิจารณาเอานะ ครับ แต่มั่นใจว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ SMEs ไทย ครับ แรงบันดาลใจที่เขียนเรื่องนี้ก็คือ มีท่านหนึ่งถามว่าจะต้องทำอย่างไร ถ้าค่าเงินบาท อ่อน ลงไป เท่ากับ 35/$1 จึงลองทำการเขียนเรื่องนี้ออกมาเพื่อให้ เพื่อน SMEs ได้รับทราบและเตรียมตัวเอาไว้ถ้ามันเกิดขึ้นจริง แต่กออาจจะไม่ถึงตัวเลขนี้ก็ได้

3/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อเงินบาทอ่อนค่าจนแตะระดับประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่ได้ติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทในตลาดและพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน พบว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงและการวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับ SMEs ที่เน้นธุรกิจนำเข้า จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะการซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าส่งออกที่ต้องชำระเงินเป็นสกุลเงินดอลลาร์จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยน ฉะนั้นการล็อคอัตราแลกเปลี่ยนผ่านเครื่องมืออย่าง Forward Contract หรือ Option เป็นสิ่งที่ผมแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เพื่อลดความผันผวนและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การสต็อกสินค้าและวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าก็ช่วยลดผลกระทบระยะสั้นได้ในกรณีที่คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่อง ในฝั่งธุรกิจส่งออกถือว่าเป็นโอกาสทอง เพราะจากประสบการณ์ตรงพบว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้สินค้าของไทยมีราคาถูกลงในสายตาของตลาดต่างประเทศ ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น ในช่วงนั้นธุรกิจที่ตั้งราคาขายเป็นดอลลาร์มีโอกาสเก็บกำไรสูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นเงินบาท อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้สามารถขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ และเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับธุรกิจในประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนำเข้าหรือส่งออกโดยตรง ผลกระทบที่สำคัญจะอยู่ที่ต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการให้คุ้มค่าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้การบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างรอบคอบจะช่วยให้ SMEs สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างช่วงความผันผวนนี้ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การใช้บัญชีหลายสกุลเงิน (Multi-currency account) ก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ดีสำหรับ SMEs ที่ต้องทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินได้ การตั้งราคาสินค้าแบบยืดหยุ่น (dynamic pricing) ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนราคาขายได้ตามสถานการณ์ตลาดและต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย เท่าที่ผมได้แลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการ SMEs หลายแห่ง เรื่องของ "ความระมัดระวังและความพร้อมในการติดตามอัตราแลกเปลี่ยน" เป็นหัวใจสำคัญ เพราะค่าเงินมีความผันผวนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว การหูไว ตาไว ในข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกจะช่วยให้จัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้นและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้จริง