The Face Thailand เวทีสร้างอนาคตแฟชั่น จริงหรือ?

The Face Thailand ถูกนำเสนอว่าเป็นเวทีที่จะสร้างนางแบบหน้าใหม่ให้กับวงการแฟชั่นไทย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่ Season 1 จนถึง Season 6 คำถามที่สั่นสะเทือนที่สุดก็ยังคงเหมือนเดิม — ผู้ชนะเหล่านั้นหายไปไหน?

ซาบีน่าในซีซันแรกเคยถูกยกให้เป็นตัวแทนของนางแบบเจนใหม่ แต่ชื่อของเธอก็ไม่เคยถูกผลักสู่เวทีสากลอย่างที่ควร ติช่ามีคาแรกเตอร์แรงจัดจนกลายเป็นที่พูดถึงทั้งประเทศ แต่ถูกหยุดอยู่เพียงในฐานะ reality star ไม่ใช่แฟชั่นไอคอน เกรซและจีน่าต่างก็เคยมี moment ของตัวเอง แต่ไฟนั้นดับเร็ว Candy ผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่ได้แชมป์ในซีซัน 5 กลายเป็นเพียง token representation ที่โลกแฟชั่นอยากเห็นถูกสานต่อ แต่สุดท้ายก็ถูกทิ้งไว้ให้กลายเป็นเพียงชื่อหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีใครกลายเป็น main character ของแฟชั่นไทยจริง ๆ

ปัญหานี้ไม่เคยอยู่ที่ตัวผู้ชนะ แต่คือโครงสร้างที่ล้มเหลวทั้งหมด สื่อแฟชั่นไทยยังวนอยู่กับ taste หรูหราของวงในมากกว่าที่จะสร้าง narrative ระยะยาวให้กับ youth culture หรือ diversity วงการแฟชั่นเองยังถูกครอบด้วย taste ของรุ่นใหญ่และระบบอุปถัมภ์ที่ใช้ connection มากกว่าฝีมือ ทำให้ representation ถูกปฏิบัติเป็นเพียงเครื่องประดับมากกว่าหัวใจ ขณะที่สังกัดและ management แทบไม่มีศักยภาพพอที่จะผลักผู้ชนะให้กลายเป็น global face ได้จริง ผู้ชนะทุกซีซันจึงกลายเป็นเพียง prop ของรายการ มากกว่าการสร้างเส้นทางอาชีพที่แท้จริง

และเมื่อมองไปที่แคมเปญของรายการ ปัญหายิ่งเห็นชัด แทนที่จะออกแบบโจทย์ให้เชื่อมกับโลกแฟชั่นปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วย digital fashion, sustainability, AR runway หรือ Metaverse แต่ The Face Thailand กลับยังติดอยู่กับสูตรเดิมที่เชยเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน โพสขายน้ำดื่ม ครีม หรือมือถือ ขนาดหยุดไปหลายปียังกลับมาแบบไม่มีอะไรใหม่ นี่คือหลักฐานที่ตอกย้ำว่ารายการนี้ไม่เคย evolve ไปพร้อมกับโลกแฟชั่นจริง ผู้เข้าแข่งขันจึงถูกฝึกให้เป็นพร็อพในโฆษณา มากกว่าที่จะกลายเป็น fashion icon ของยุค

แม้แต่ตำแหน่ง Master Mentor อย่างกรณีแอน ทองประสม ก็สะท้อนปัญหานี้ชัด การดึงซูเปอร์สตาร์มาเป็นภาพลักษณ์ช่วยเพิ่มเรตติ้งอาจดูหรูหรา แต่การปรากฏตัวเพียงไม่กี่ครั้งในรายการไม่อาจเรียกว่าเป็น mentor ที่อยู่ในสนามจริง นี่คือการใช้ชื่อเสียงมา “ประดับเวที” มากกว่าการปั้น talent จริง ถ้าเป็นแค่การโผล่มาเพื่อเติมความดัง ก็ควรเลิกเรียกตัวเองว่า Master Mentor ไปเลยจะตรงกว่ามาก

วันนี้ กวาง ไฮดี้ และบีบี กำลังยืนอยู่บนทางแยก กวางคือ representation ที่สังคมรอคอยต่อจาก Candy แต่หากไม่มีโครงสร้างรองรับ เธอก็อาจซ้ำรอยเดิม ไฮดี้คือ complete package ที่พร้อม represent global แต่ถ้าไม่มีใครผลักจริงจัง เธอก็อาจหยุดอยู่เพียงคำว่า perfect ในไทย ส่วนบีบีคือพลัง youth และ viral energy ที่ sustain ตัวเองได้ผ่านโซเชียล แต่หากขาด management ที่เข้าใจการปั้นไอคอนจริง ๆ ก็เสี่ยงจะหมดไฟเร็ว

ในสายตาของ Puff. สิ่งที่ The Face Thailand ทำได้ดีที่สุดคือการสร้าง moment ของซีซัน แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยคือ movement ที่ผลักวงการไปข้างหน้า และถ้าสุดท้ายเวทียัง recycle สูตรเดิมเพื่อขายสปอนเซอร์ มันก็ไม่ต่างอะไรจาก reality show ที่ห่อด้วยคำว่า “แฟชั่น” มากกว่าการเป็นเวทีสร้างอนาคตให้ใครได้จริง

#ติดเทรนด์ #thefacethailand #thefacethailandseason6 #puffonlinemag

2025/9/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าเพิ่งเข้ามาดู The Face Thailand หรือไถเจอคลิปตัดใน TikTok/YouTube Shorts แล้วงงว่า “แคมเปญเดินแบบหรือถือโปรดัก” คืออะไร บอกเลยว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบโจทย์ที่คนพูดถึงเยอะมาก เพราะมันสะท้อนตัวตนของรายการชัด—คือเน้นความเป็นโฆษณา/สปอนเซอร์แบบจัดเต็ม มากกว่าการปั้นเส้นทางแฟชั่นระยะยาวให้ผู้เข้าแข่งขัน ในหลายซีซัน เราจะเห็นโจทย์ที่หน้าตาคล้ายกันคือ ให้ผู้เข้าแข่งขัน “พรีเซนต์สินค้า” ระหว่างการเดินแบบหรือถ่ายแคมเปญ เช่น ต้องถือขวดน้ำดื่ม ถือมือถือ ถือครีม หรือทำท่าทางให้แบรนด์เห็นชัด ๆ บางครั้งเสื้อผ้ากับสไตลิ่งดูแฟชั่นก็จริง แต่แกนหลักของงานกลับเป็น “ขายโปรดัก” มากกว่าจะเล่าเรื่องราวแฟชั่น (fashion narrative) หรือสร้างภาพจำแบบไอคอน ผลคือคนดูจะจำโมเมนต์ฮา ๆ จำท่าถือของ จำมุมกล้อง หรือจำประโยคกรรมการได้ แต่ไม่ค่อยจำว่าใครถูกปั้นให้เป็นนางแบบที่ไปต่อระดับอุตสาหกรรม ส่วนคำว่า “cover the face” ที่หลายคนเสิร์ชกัน จริง ๆ มักถูกใช้เป็นภาษารายการเวลาพูดถึงการโพส/การเดินที่ “หน้าต้องชัด” หรือ “อย่าบังหน้า” เพราะหน้าคือสิ่งที่ต้องขายให้แบรนด์เห็น (โดยเฉพาะงานโฆษณา/บิวตี้) แต่พอมาอยู่ในโจทย์ที่ต้องถือสินค้าใหญ่ ๆ หรือมีพร็อพเยอะ มันเลยย้อนแย้งแบบขำ ๆ: หน้าต้องเด่น แต่ก็ต้องถือของให้ชัดด้วย จึงกลายเป็นมุกที่คนเอาไปแซวต่อได้ง่าย ทำไม “มีมเดอะเฟส” ถึงเกิดเยอะ? เพราะรายการออกแบบมาให้มีไฮไลต์ที่ตัดสั้นแล้วสนุกทันที: ดราม่าในห้องเมนเทอร์, ประโยคเด็ด, สีหน้า, หรือช็อตพรีเซนต์สินค้าที่ดูเกินจริง พอรวมกับโจทย์ที่ซ้ำแพตเทิร์นเดิม ๆ ผู้ชมก็จะรู้สึกว่า “นี่แหละ The Face” คือสนุกแบบเรียลลิตี้ แต่ไม่ได้ทำให้เชื่อว่าเป็นเวทีสร้างอนาคตแฟชั่นจริงตามที่โปรโมต ในมุมคนดู เราว่ามันไม่ได้ผิดที่ผู้เข้าแข่งขันเลย หลายคนมีศักยภาพมาก ทั้งสายอินเตอร์ สายไวรัล หรือสาย representation แต่ถ้าโครงสร้างหลังบ้านยังเน้นทำแคมเปญแบบเดิมเพื่อขายสปอนเซอร์ และไม่เชื่อมกับแฟชั่นยุคใหม่ (ดิจิทัลแฟชั่น, ความยั่งยืน, AR runway, การสร้างพอร์ตให้ไปแคสต์งานจริง) สุดท้ายผู้ชนะก็จะได้ “โมเมนต์ของซีซัน” มากกว่า “เส้นทางอาชีพ” ถ้าคุณกำลังจะย้อนดูซีซันเก่า ๆ ลองสังเกต 3 อย่างนี้สนุกมาก: 1) โจทย์ไหนเน้นแฟชั่นจริง vs เน้นถือโปรดัก 2) คำสั่งอย่าง cover the face ถูกใช้ตอนไหน 3) ซีนไหนกลายเป็นมีมและเพราะอะไร—แล้วจะเห็นภาพว่า ทำไมหลายคนรู้สึกว่า 11 Years of The Face Thailand… and nothing has changed

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Curious Otter
Curious Otter

จริงค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมา11ปีแล้วแต่รูปแบบยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่ถามว่าดูไหม ก็ดูค่ะ 😭