Human Resource หนังจาก เต๋อ นวพล ที่กำลังถามว่า “โลกใบนี้ยังน่าอยู่พอสำหรับคนรุ่นใหม่ไหม?”

เมื่อเช้าผมเปิด Netflix หาหนังดูตามปกติ แล้วก็ไปเจอ Human Resource ขึ้นมาในหมวดหนังใหม่ ด้วยความที่ไม่ได้อ่านรีวิว ไม่ได้ดูสปอยล์ และแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลย ก็เลยกดดูทันที

ดูไปได้สักพัก ผมหันไปถามคนข้าง ๆ ว่า “นี่หนัง เต๋อ นวพล หรือเปล่า”

มันมีบางอย่างที่คุ้นมาก คุ้นจนแทบไม่ต้องดูเครดิต ความเงียบ จังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่รีบร้อน บทสนทนาที่เหมือนธรรมดาแต่ซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ข้างใต้ รวมถึงวิธีที่หนังปล่อยให้คนดูนั่งอยู่กับตัวละครโดยไม่พยายามเร่งพาไปถึงจุดหมาย

พอเช็กชื่อผู้กำกับก็ใช่จริง ๆ แต่ระหว่างดู ผมก็มีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง ผมว่าหนังเรื่องอื่นของเต๋อสนุกกว่านี้

ไม่ได้หมายความว่า Human Resource เป็นหนังไม่ดีนะ แต่ถ้าเทียบกับหลายเรื่องที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูยากกว่า และต้องใช้ความอดทนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

หลายครั้งผมรู้สึกเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง รอให้หนังเฉลย รอให้เกิดจุดเปลี่ยน รอให้มีฉากที่พาเรื่องพุ่งไปข้างหน้า แต่หนังกลับไม่ทำแบบนั้น

แปลกตรงที่ระหว่างดู ผมเพิ่งสังเกตตัวเองเหมือนกันว่าเวลาฉากเงียบเกิดขึ้น ผมรอเสียงดนตรีอยู่ตลอด รอให้หนังส่งสัญญาณว่า ตอนนี้ควรรู้สึกอะไร ควรกังวล ควรเศร้า หรือควรลุ้นหรือยัง แต่ Human Resource ไม่ยอมทำแบบนั้น หลายฉากปล่อยให้เหลือแค่เสียงในห้อง เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงคนเดิน หรือบางครั้งก็เป็นความเงียบล้วน ๆ

พอดูจบแล้วเข้าไปหาอ่านคอมเมนต์ ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไรที่คนด่ากันหนัก เพราะถ้ามองในมุมคนดูทั่วไป หนังเรื่องนี้น่าเบื่อได้จริง

มันไม่ได้ให้รางวัลคนดูระหว่างทางแบบที่หนังส่วนใหญ่ทำ ไม่มีฉากพีกคอยปลุกอารมณ์ ไม่มีดนตรีคอยแบกความรู้สึก และไม่มีบทสรุปชัด ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างได้รับคำตอบแล้ว

แต่พอปล่อยให้หนังตกตะกอนอยู่สักพัก ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ติดอยู่ในหัวไม่ใช่เรื่องการทำงานของ HR เลย แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัวคือการที่ตัวละครกำลังใช้ชีวิตอยู่ระหว่างสองสถานะพร้อมกัน

ด้านหนึ่งเขามีหน้าที่หาพนักงานใหม่เข้าสู่องค์กร อีกด้านหนึ่งเขากำลังจะมีลูก

ตอนแรกมันดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่พอมาคิดอีกที มันคือ “คำถามเดียวกัน”

เราใช้เวลาสัมภาษณ์คนไม่กี่ชั่วโมงแล้วตัดสินใจรับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเขาจะเข้ากับที่นี่ได้ไหม จะมีความสุขไหม หรือสุดท้ายจะอยู่ต่อได้นานแค่ไหน

ขณะเดียวกัน เราตัดสินใจสร้างมนุษย์คนใหม่ขึ้นมาบนโลก ทั้งที่เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโลกใบนี้กำลังจะกลายเป็นสถานที่แบบไหน

เด็กคนนี้จะเติบโตมาเจออะไร จะมีคุณภาพชีวิตแบบไหน

แล้วเขาจะรับมือกับความกดดัน ความแข่งขัน ความไม่มั่นคง และความวุ่นวายทั้งหมดที่ผู้ใหญ่กำลังเผชิญอยู่ได้หรือเปล่า

ยิ่งคิด ผมยิ่งรู้สึกว่าหนังไม่ได้พูดเรื่อง HR เท่าไรนัก แต่มันกำลังพูดถึงความไม่แน่นอนของการต้อนรับคนใหม่เข้าสู่ระบบบางอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือสังคมก็ตาม แล้วความเงียบของหนังก็ทำหน้าที่คล้ายชีวิตจริงที่สมจริงที่สุด เพราะชีวิตจริงไม่ได้มีดนตรีประกอบคอยบอกว่าตอนนี้เราควรเศร้า หรือควรดีใจ

ชีวิตจริงไม่ได้มีบทสรุปตอนท้ายให้รู้ว่าการตัดสินใจของเราถูกหรือผิด พวกเราทำได้แค่เดินต่อไปทั้งที่ไม่รู้คำตอบ

เหมือน HR ที่กำลังเลือกคนเข้าทำงาน เหมือนพ่อแม่ที่กำลังรอลูกเกิด และเหมือนคนจำนวนมากที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่บางวันก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า มันน่าอยู่พอสำหรับคนรุ่นต่อไปจริงหรือเปล่า

แม้จะตกตะกอนความคิดที่ได้จากหนัง ผมก็ยังยืนยันว่าถ้าให้เลือก ผมชอบหนังหลายเรื่องก่อนหน้าของ เต๋อ นวพล มากกว่า และผมก็เข้าใจเต็ม ๆ ว่าทำไมคนจำนวนมากถึงรู้สึกเบื่อกับ Human Resource

อย่างไรก็ตามผมก็เข้าใจว่าทำไมยังมีคนอีกกลุ่มที่ชอบมันมาก เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้แคร์ว่าต้องพยายามทำให้คนดูรู้สึกดี ไม่ได้พยายามทำให้คนดูสนุก และไม่ได้พยายามปลอบใจใคร

Human Resource สำหรับผมเลยเป็นหนังที่แปลกตรงที่มันไม่ได้ใช้ความบันเทิงพาเราไปดูชีวิต แต่เอาชีวิตจริงมาวางไว้ตรงหน้าแล้วถามกลับว่า คุณจะทนอยู่กับมันได้นานแค่ไหน?

#วิจารณ์หนัง #สปอยหนัง #Netflix #หนังน่าดู #puffonlinemag

6/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมHuman Resource เป็นหนังที่ท้าทายความอดทนของผู้ชมและแตกต่างจากหนังทั่วไปที่พยายามนำเสนอเนื้อเรื่องที่เร้าใจหรือให้ความบันเทิง ด้วยความเงียบและจังหวะนิ่ง ๆ ของเรื่องราว หนังพยายามทำให้ผู้ชมตั้งคำถามกับชีวิตจริงมากกว่าที่จะตอบคำถามใดคำถามหนึ่งแบบชัดเจน เมื่อติดตามดู ผมรู้สึกได้ถึงความเหมือนจริงที่คนทำหนังเลือกนำเสนอ เหมือนการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องงานที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะรับคนเข้าทำงานหรือไม่ โดยไม่รู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้น หรือการเตรียมรับมือกับการเกิดใหม่ของชีวิตที่ยังไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้เลยว่า โลกใบนี้จะน่าอยู่หรือน่ากลัวสำหรับลูกของเรา สำหรับผม หนังเรื่องนี้สะท้อนถึงความกังวลและความยากลำบากของคนรุ่นใหม่ในการสร้างอนาคต ทั้งการซื้อบ้าน การเลือกทางอาชีพ การสร้างครอบครัว และการรักษาความหวังท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมและเทคโนโลยี อีกทั้ง Human Resource ยังแสดงถึงความเงียบที่บางครั้งในชีวิตจริงก็ไม่มีเสียงดนตรีหรือคำอธิบายใด ๆ มากำหนดให้เรารู้สึกอย่างไร แต่เราต้องเผชิญหน้ากับมันเอง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้บางคนรู้สึกว่าเป็นหนังยากและน่าเบื่อ แต่สำหรับคนที่เข้าใจ มันคือการสะท้อนชีวิตแบบตรงไปตรงมาและลึกซึ้ง สุดท้าย หนังชวนให้คิดว่า "โลกใบนี้ยังน่าอยู่พอสำหรับคนรุ่นใหม่ไหม?" ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว มันขึ้นอยู่กับความหวัง ความพยายาม และการเลือกของแต่ละคนในการเผชิญกับชีวิตที่ไม่แน่นอนนี้