“ความชินในความมืด” สิ่งที่ซีรีย์ “คมเดือน” ทำให้คิดก่อนถึงวันเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเปิด Monomax หาซีรีส์ดูแบบไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนจะไปเจอ “คมเดือน” ซีรีส์วายแนวการเมืองที่ฉายเมื่อปลายปี 2568

ตอนแรกซีรีย์นี้ดึงดูดผมด้วยความแปลก เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นซีรีส์วายพาตัวละครเข้าไปอยู่กลางสนามการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยอำนาจ ผลประโยชน์ และการต่อรองที่มองไม่เห็น

ยิ่งดูไปเรื่อย ๆ ผมยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ใช่ความวาย ไม่ใช่การหาเสียง และไม่ใช่เกมการเมืองที่อยู่บนหน้าข่าว แต่เป็นการที่เรื่องค่อย ๆ เปิดให้เห็นว่าคนที่เราเรียกว่า “คนดี” นั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนกว่าที่เราชอบเชื่อกันมาก

เราอยู่ในสังคมที่หลงใหลเรื่องคนดีมานาน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วงการบันเทิง องค์กร หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน เวลามีปัญหาเกิดขึ้น เรามักเริ่มต้นจากคำถามว่า ใครเป็นคนดีและใครเป็นคนเลว ราวกับว่าหากแยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ ทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข

แต่ชีวิตจริงไม่เคยง่ายแบบนั้น

ใน “คมเดือน” ไม่มีใครสะอาดทั้งตัว และไม่มีใครดำมืดไปเสียทุกอย่าง คนที่ดูมีอุดมการณ์ก็มีความกลัว คนที่ดูแข็งกร้าวก็มีจุดอ่อน คนที่พูดเรื่องส่วนรวมก็ยังมีคนที่ตัวเองรักและอยากปกป้อง เหมือนกับชีวิตจริงที่มนุษย์ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเองเสมอ แม้บางครั้งเหตุผลนั้นจะนำไปสู่การตัดสินใจที่คนอื่นไม่เห็นด้วยก็ตาม

ระหว่างดู ผมชอบประโยคหนึ่งในเรื่องที่พูดถึง “การอยู่ในความมืดนาน ๆ จนสายตาปรับตัวและเริ่มมองเห็นได้ลาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ชินกับมัน”

ตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นประโยคเกี่ยวกับการเมือง แต่พอดูจบ ผมกลับคิดว่ามันเป็นประโยคเกี่ยวกับประชาชนมากกว่า

ด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเองก็อยู่กับความมืดบางอย่างจนชินเหมือนกัน เราชินกับการเลือกคนจากภาพลักษณ์ การตัดสินนักการเมืองจากคำพูด การฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนคนหนึ่ง แล้วผิดหวัง ก่อนจะเริ่มมองหาคนใหม่เข้ามาแทนที่

วงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

น่าแปลกที่ทุกครั้งที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา เรามักใช้เวลาถามว่า “ผู้สมัครคนไหนเป็นคนดี” มากกว่าถามว่า ถ้าวันหนึ่งคนที่เราเลือกทำผิด เราจะตรวจสอบเขาอย่างไร

เราอยากรู้ว่าเขาพูดดีไหม แต่ไม่ค่อยถามว่าเขาโปร่งใสไหม เราอยากรู้ว่าเขามีวิสัยทัศน์ไหม แต่ก็ไม่ค่อยถามว่าเขายอมรับความผิดพลาดได้หรือเปล่า แม้แต่เราอยากรู้ว่าเขาน่าเชื่อถือไหม แต่เราไม่ค่อยถามว่าเขาเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบมากแค่ไหน

ยิ่งในช่วงที่สังคมกำลังพูดถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครอีกครั้ง ผมยิ่งรู้สึกว่าคำถามเหล่านี้สำคัญกว่าการพยายามหาว่าใครคือ “คนดีที่สุด”

จนลืมไปว่า การเลือกคนที่ดีที่สุดในสายตาเรา ท้ายสุดเขาก็ยังเป็น “มนุษย์” อยู่ดี

มนุษย์ ที่มีอคติ มีความชอบส่วนตัว มีคนใกล้ตัว มีผลประโยชน์ที่ต้องตัดสินใจ มีวันที่คิดผิด และยังมีวันที่ใช้อำนาจพลาด

ผมไม่ได้ดู “คมเดือน” แล้วรู้สึกหมดหวังกับการเมือง ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังเตือนเราว่า การเมืองไม่ควรเป็นเรื่องของ “ศรัทธา” เพียงอย่างเดียว

ประชาธิปไตยไม่ทำงานเพราะเราได้คนดี แต่ประชาธิปไตยจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ยอมปล่อยให้ใครมีอำนาจโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ

น่าจะถึงเวลาสักทีที่ความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองอาจเริ่มต้นจากการเลิกถามว่าใครคือคนดี แล้วหันมาถามว่าคนคนนี้พร้อมจะถูกตรวจสอบหรือไม่ นั่นเพราะคนที่เราควรระวังที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เรารู้ว่าเขาเลว แต่อาจเป็นคนที่เราชอบมากจนไม่อยากตั้งคำถามกับเขาเลยต่างหาก

แล้วเมื่อถึงวันนั้น ความมืดที่น่ากลัวที่สุดก็อาจไม่ใช่ความมืดของผู้มีอำนาจ แต่มันคือความมืดที่เกิดขึ้นในสายตาของประชาชนเอง

#lemon8ไดอารี่ #ซีรีย์วาย #เลือกตั้ง #ติดเทรนด์ #puffonlinemag

6/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะคนที่ติดตามซีรีส์ ‘คมเดือน’ ผมรู้สึกได้ว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องรักในบริบทการเมือง แต่ยังสะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทยที่เรามักจะมองการเมืองผ่านแว่นของความ ‘ดี-เลว’ แบบเรียบง่ายเกินไป เพราะในชีวิตจริง ไม่มีใครดีหรือเลวแบบสุดขั้วอย่างที่เราคิด และนี่คือบทเรียนสำคัญที่ ‘คมเดือน’ ถ่ายทอดออกมาอย่างลึกซึ้ง ผู้คนแต่ละคนย่อมมีเหตุผล มีความกลัว และความลับที่ซ่อนอยู่ เบื้องหลังหน้ากากของคำพูดสวยงามหรือจุดยืนแรงกล้าคือความเปราะบางที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือประโยคที่พูดถึง “การชินกับความมืด” ซึ่งตีความได้ว่า เราในฐานะประชาชนชินกับระบบการเมืองที่ซับซ้อนและไม่สมบูรณ์แบบ จนบางครั้งหยุดตั้งคำถาม หรือยอมรับในสิ่งที่ไม่ดีพอโดยไม่รู้ตัว ประสบการณ์ตรงของผมที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหลายครั้ง ทำให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก ผมเองเคยตกหลุมตรรกะแบบเดียวกัน คือการเลือกคนที่ดูดีในภายนอก แต่ไม่ได้พิจารณาว่าจะมีภาระหน้าที่ตรวจสอบอย่างไรเมื่อเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว ฉะนั้น การเรียนรู้ที่จะ ‘ไม่หลงเชื่อภาพลวง’ และหันมาถามคำถามที่สำคัญกว่า เช่น ผู้สมัครพร้อมเปิดเผยข้อมูลและถูกตรวจสอบจริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำก่อนการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้ว ‘คมเดือน’ เตือนใจเราว่า ความเป็นประชาธิปไตยต้องการประชาชนที่มีความเข้าใจและตื่นตัวไม่ย่อท้อต่อความท้าทาย ไม่ใช่แค่การตั้งความหวังไว้กับคนที่ดูดีที่สุดในวันนั้นเพียงอย่างเดียว การเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่แค่ของผู้สมัครเท่านั้น ผมเชื่อว่าเมื่อตระหนักในสิ่งเหล่านี้ การเมืองไทยจะเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน และที่สำคัญ ประชาชนจะไม่ดำดิ่งลงสู่ความมืดที่แท้จริง แต่จะกลายเป็นแสงสว่างแห่งความหวังในความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองอย่างแท้จริง

ค้นหา ·
คมเดือน ซีรีส์วาย