👩🏻⚕️เป็นเชื้อราที่น้องสาว part2🩺💊
📍จากโพสต์ก่อนหน้าที่เคยลงไป หลังสอดยาผ่านไป 2 วันรู้สึกว่าดีขึ้นไม่มีตกขาวออกมาแล้ว พอผ่านไปอีก 2 วัน ตกขาวกลับมาเหมือนเดิม สีเหลืองเข้มออกเขียว คัน แต่ไม่มีกลิ่น เลยไปหาหมออีกรอบ แต่เปลี่ยนที่ ตรวจภายในผลคือยังไม่หาย มีตกขาวเยอะ และมีอาการปากมดลูกอักเสบ สภาพช่องคลอดไม่ค่อยโอเค อาการคือติดเชื้อราและแบคทีเรีย
📍ได้ยาสอดมาแบบ 1 สัปดาห์ ต้องสอดทุกวัน สอดวันแรกแสบและเคืองมาก แต่พอเม็ดที่2ก็ไม่มีอาการแล้ว ตลอดการสอดยามีตกขาวออกมาเรื่อยๆ พอเม็ดที่4-5 มีตกขาวออกมาเยอะมาก แบบที่ไม่เคยออกมาเยอะขนาดนี้มาก่อน ค่อนข้างตกใจ แต่พอลองหาข้อมูลดูและได้บอกคุณหมอได้คำตอบว่าที่ออกมาเยอะเพราะเป็นเหมือนการขับของเสียออกมา พอสอดเม็ดที่6 เป็นประจำเดือนพอดี
📍พอประจำเดือนหมด มันยังไม่หาย มันกลับมาค่ะ ไปหาหมออีกรอบ หมอตรวจดู ตกขาวดูจะเยอะกว่าเดิม แต่อาการปากมดลูกอักเสบดีขึ้นแล้ว ไม่ค่อยคัน กลัวจะมีอาการล่ามไปปีกมดลูก แต่เราไม่มีอาการปวดท้องและหมอลองเช็คดูไม่มีอาการอะไร รอบนี้ได้ยาสอด7วันเหมือนเดิม เพิ่มเติมกินยาฆ่าเชื้อกินเช้า-เย็น
📍เรากังวลมากๆ เพราะมันไม่หายสักที คุยกับหมอ หมอบอกว่าช่องคลอดเราคือจุดรวมเชื้อโรค ถ้ าเกิดมีตัวใดตัวนึงผิดปกตินิดเดียวก็เป็นได้ แค่ฮอร์โมนเปลี่ยนก็เป็นตกขาวได้แล้ว ต้องรักษาความสะอาดดีๆ ล้างมือให้สะอาด อย่าปล่อยให้อับชื้น เราถามเรื่องการกินโพรไบโอติก หมอบอกบางคนกินก็ดี บางคนกินแล้วเป็นเยอะกว่าเดิม เคสเราหมอห้ามไม่ให้กิน ห้ามใช้น้ำยาล้าง น้ำเปล่าเท่านั้น และห้ามสวนล้างเด็ดขาด
📍หมอก็นัดตามอาการ1สัปดาห์ พร้อมบอกว่ามันจะยังไม่หายหรอกต้องใช้เวลาบางคนสอดยาอยู่เป็นเดือนกว่าจะหาย แต่มันจะค่อยๆดีขึ้นและกลับเป็นปกติ มีอัพเดตเพิ่มเติมมาต่อครั้งหน้านะคะ
#ตกขาว #เชื้อรา #เชื้อราในช่องคลอด #ประสบการณ์ #lemon8ไดอารี่
ถ้าใครกำลังค้นหา “เชื้อราในช่องคลอดรักษาเองได้ไหม / ยาสอดเชื้อราในช่องคลอด วิธีใช้ / ยาสอดกล่องสีชมพู ราคา” เราขอแชร์สิ่งที่เราเรียนรู้จากการเป็นแบบไม่หายสักที (เคสเรามีทั้งเชื้อราและแบคทีเรียร่วมกันด้วย) เผื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นนะคะ 1) รักษาเองได้แค่ไหน และเมื่อไหร่ควรไปหาหมอ หลายคนเริ่มจากซื้อยาแก้เชื้อราในช่องคลอดหรือยาเหน็บช่องคลอดเอง เพราะคิดว่าเป็นเชื้อราล้วนๆ แต่ถ้าอาการเป็นๆหายๆ หรือมีตกขาวสีเหลืองเข้มออกเขียว แสบ คันมาก หรือกลับมาเป็นหลังหยุดยาสอดไม่นาน แนะนำให้ตรวจภายใน เพราะอาจมี “แบคทีเรีย/ปากมดลูกอักเสบ” ร่วมด้วยเหมือนเรา ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ยาสอดอย่างเดียวอาจเอาไม่อยู่ และบางครั้งต้องมียากินฆ่าเชื้อร่วมตามดุลยพินิจแพทย์ 2) วิธีใช้ยาสอด/ยาเหน็บช่องคลอดให้ถูก (จากสิ่งที่เราทำตามคำแนะนำหมอ) - สอดก่อนนอน จะช่วยให้ยาละลายและออกฤทธิ์ได้นาน ไม่ไหลออกมากตอนเดิน - ล้างมือให้สะอาดมากๆ ก่อน-หลังสอด (สำคัญจริง เพราะหมอบอกช่องคลอดเป็นจุดรวมเชื้อ) - ใส่แผ่นอนามัยรองไว้ เพราะจะมีคราบยา/ตกขาวออกมาได้เยอะ โดยเฉพาะช่วงเม็ดที่ 4-5 เราเคยตกใจมาก แต่หมอบอกบางเคสเหมือนมี “ของเสีย/คราบเชื้อ” ถูกขับออกมา - ถ้ามีอาการแสบในวันแรกๆ บางคนเป็นได้ แต่ถ้าแสบมากผิดปกติ บวม แพ้ ผื่น ควรหยุดและติดต่อแพทย์ 3) ทำไม “สอดครบคอร์สแล้ว” ยังไม่หาย จากประสบการณ์เรา สาเหตุที่ทำให้ไม่หายขาดมีได้หลายอย่าง เช่น - ไม่ได้เป็นเชื้อราล้วนๆ แต่มีแบคทีเรียร่วม ทำให้ต้องปรับยาหรือเพิ่มยากิน - มีประจำเดือนคั่นกลาง ทำให้การรักษาสะดุด (เราเคยสอดถึงเม็ดที่ 6 แล้วประจำเดือนมาพอดี) - อับชื้น ใส่กางเกงรัด/ไม่ระบายอากาศ หรือพฤติกรรมที่ทำให้เชื้อกลับมาโตเร็ว - ใช้น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้น/สวนล้าง (หมอห้ามเราเด็ดขาด ให้ใช้น้ำเปล่าเท่านั้น) 4) ข้อควรรู้เรื่อง “ยาสอดกล่องสีชมพู” และราคา คำว่า “ยาสอดกล่องชมพู” ในคนค้นหามักหมายถึงยาสอด/ยาเหน็บรักษาเชื้อราแบบหนึ่ง ซึ่งมีหลายยี่ห้อและหลายตัวยา ราคาเลยต่างกันมาก ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงมากกว่านั้น แนะนำดู “ตัวยาสำคัญ” และจำนวนเม็ด (3 วัน/7 วัน) มากกว่าสีของกล่อง และถ้าเป็นซ้ำบ่อยๆ การตรวจภายในจะคุ้มกว่าการลองยาไปเรื่อยๆ ค่ะ 5) มูกสีน้ำตาลออกจากช่องคลอดเกี่ยวไหม? ของเราเคยกังวลเหมือนกันว่าเกี่ยวกับการติดเชื้อไหม จริงๆ มูกสีน้ำตาลอาจเกิดได้จากเลือดเก่าปน (เช่น ก่อน/หลังประจำเดือน ฮอร์โมนเปลี่ยน การระคายเคืองจากการอักเสบ) แต่ถ้ามีกลิ่นแรง ปวดท้องน้อย เลือดออกผิดปกติ หรือเป็นต่อเนื่องหลายวัน แนะนำให้ให้หมอตรวจ เพื่อแยกสาเหตุให้ชัดเจน 6) วิธีลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ (สิ่งที่เราทำแล้วช่วย) - ทำให้แห้งและไม่อับชื้น: เปลี่ยนกางเกงในบ่อย เลือกผ้าฝ้าย ไม่ใส่รัดตลอดวัน - งดสวมหรือซักกางเกงในด้วยน้ำยาที่ระคายเคือง และหลีกเลี่ยงการเกา - ระหว่างรักษา ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ควรถามหมอก่อน (บางตัวยาสอดทำให้ถุงยางเสื่อม/ระคายเคืองได้) - เรื่องโพรไบโอติก: หมอบอกว่าแล้วแต่คน บางคนดีขึ้น บางคนเป็นมากขึ้น เคสเราหมอไม่ให้กิน เลยอยากให้ทุกคนเช็คกับหมอที่ดูแลตัวเองจะปลอดภัยที่สุด สรุปคือ ถ้าเชื้อราในช่องคลอด “ไม่หาย!!!!” อย่าโทษตัวเองนะคะ บางทีไม่ใช่เราใช้ยาผิด แต่อาจต้องตรวจให้รู้ว่าเป็นเชื้อราอย่างเดียวหรือมีการอักเสบ/แบคทีเรียร่วม แล้วค่อยเลือกยาสอด/ยากินให้ตรงจุด จะมีโอกาสหายขาดมากกว่าเดิมค่ะ

ถ้ารักษา..มีแฟนก็ต้องให้แฟนรักษาด้วย กางชั้นในซักตากแดดจัดๆเปลี่ยนได้เปลี่ยน ไม่ก็แช่น้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอล แล้วซักพยายามขยี้ตรงเป้านะคะและ พยายามอย่าให้อับชื้น ใช้แผ่นอนามัยก็เปลี่ยนบ่อยๆ หายขาดค่ะ..