เปิดกล่อง‼️ Medicube Age-R Pro Kuromi Limited👏🏻💕
🎀 Unboxing Medicube AGE-R Pro Kuromi Limited Edition 🎀
ที่สุดของความคิ้วท์! วันนี้ได้เวลาแกะกล่องเจ้าเครื่องนวดหน้าในฝันจากเกาหลี 🇰🇷
ในกล่องมีครบเลย
💜 ตัวเครื่องสีม่วงพาสเทล (ลาย Kuromi limited)
🐰 หัวครอบเครื่องลาย Kuromi
✨ สติกเกอร์ + ผ้าเช็ด
🎀 ที่คาดผม Kuromi (น่ารักเว่อร์)
🔌 สายชาร์จ (ไม่มีหัวปลั๊กมาให้น้า ต้องหาหัวชาร์จเองค่ะ)
ที่เลิฟคือ ตัวเครื่องเชื่อมต่อกับแอป + Wi-Fi ได้ 📲
💡 เราสามารถตั้งรูทีนแต่ละวัน ว่าจะใช้โหมดไหน กี่นาที
📊 แอปบันทึกสถิติให้เลย ว่าเราใช้งานไปยังไง ดีงามมากก
มี 4 โหมดให้เลือกใช้ ✨
1. Booster Mode 🌸 เปิดทางให้สกินแคร์ซึมลึกขึ้น ผิวดูใสฉ่ำวาว
2. MC Mode ⚡ กระแสไฟอ่อนๆ กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า ช่วยให้ผิวกระชับ ลดริ้วรอย
3. Derma Shot Mode 💎 กระชับผิว ลดความหย่อนคล้อย กรอบหน้าชัดขึ้น
4. Air Shot Mode 🌬️ ปรับผิวให้ละเอียด ลดความหยาบกร้าน + รูขุมขนดูเล็กลง
📌 ราคาพรีออเดอร์อยู่ที่ 12,990 บาทค่ะ
คือแพ็กเกจน่ารักจนใจละลาย ใช้งานจริงก็คือครบมาก ทั้งเรื่องผิวเด้ง ผิวใส และความฟินเวลาได้หยิบขึ้นมาใช้ 💜
ใครเป็นติ่ง Kuromi หรือสาวก Medicube ตัวนี้คือห้ามพลาดเลยนะคะ 🐰🎀
—
โพสต์น่าจะมารีวิว ความรู้สึกหลังใช้ได้ 7 วันนะคะ 🥰
ฝากกดไลค์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ 💕😚
#เครื่องสําอาง #ของมันต้องมี #ป้ายยากับlemon8 #เครื่องนวดหน้า #MEDICUBE
หลังจากแกะกล่องแล้ว เราลองใช้งานแบบจริงจังตามสไตล์ “medicube booster pro รีวิว” ที่หลายคนอยากรู้ว่าใช้แล้วเป็นยังไงและควรเริ่มยังไงให้เห็นผลค่ะ (เวอร์ชัน Kuromi Limited คือแพ็กเกจน่ารักมาก แต่ฟังก์ชันการใช้งานเหมือนตัวปกตินะ) 1) ก่อนเริ่มใช้ ต้องเตรียมอะไรบ้าง - ชาร์จแบตให้เต็มก่อน และอย่าตกใจถ้าในกล่อง “ไม่มีหัวชาร์จ” มีแค่สายชาร์จค่ะ เราใช้หัวชาร์จมาตรฐานที่บ้านแทนได้ - แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปของ Medicube ไว้เลย เพราะจุดเด่นคือเชื่อมต่อกับแอป + Wi‑Fi ได้ ตั้งรูทีน/เวลา และดูสถิติการใช้ย้อนหลังได้ สนุกตรงนี้มาก - ล้างหน้าให้สะอาด ซับให้หมาดๆ ก่อนเริ่ม (เราชอบทำตอนกลางคืนเพราะจะได้ตามด้วยสกินแคร์ยาวๆ) 2) 4 โหมดต่างกันยังไง + ใช้ตอนไหนดี - Booster Mode (ผลักสกินแคร์): โหมดนี้เหมาะสุดตอนลงเซรั่ม/เอสเซนส์เนื้อบางๆ เรารู้สึกว่าผิว “ฉ่ำ” และผิวดูฟูขึ้นไว ใช้วันที่ผิวแห้งหรือแต่งหน้าไม่ติดคือช่วยมาก - MC Mode (กระตุ้นกล้ามเนื้อ/ความกระชับ): จะรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ แนะนำเริ่มระดับเบาๆ ก่อน โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่าย เราจะเน้นช่วงกรอบหน้า แก้ม และมุมปาก - Derma Shot Mode (ยกกระชับ/ลดหย่อนคล้อย): เป็นโหมดที่เราชอบใช้วันที่รู้สึกหน้าล้าๆ เหมือนต้องการ “ยก” ให้หน้าดูตึงขึ้นเล็กน้อย หลังใช้จะรู้สึกแน่นๆ ผิวบริเวณกรอบหน้าดีขึ้น - Air Shot Mode (ผิวละเอียด/รูขุมขน): ถ้าโฟกัสเรื่องผิวไม่เรียบ รูขุมขน หรือความหยาบกร้าน โหมดนี้ตอบโจทย์ เราชอบทำเฉพาะจุด เช่น ข้างแก้มใกล้จมูก หรือหน้าผาก 3) รูทีนที่เราลอง (ปรับได้ตามผิว) - วันเร่งด่วน: Booster 3–5 นาที แล้วตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ - วันดูแลครบ: Air Shot (เฉพาะจุด) → Booster (ทั้งหน้า) → Derma Shot/MC (เน้นกรอบหน้า) ทริคคืออย่าหนักทุกโหมดในวันเดียวถ้าผิวยังไม่ชิน ให้ค่อยๆ เพิ่มค่ะ 4) ความรู้สึกหลังใช้ช่วงแรก (สิ่งที่คนค้นหาเยอะ) ส่วนตัวผลที่เห็นไวสุดคือ “ผิวดูอิ่มน้ำ/ฉ่ำขึ้น” จาก Booster Mode และความรู้สึกกระชับเบาๆ หลังทำ Derma Shot/MC แต่เรื่องรูขุมขนและริ้วรอยต้องให้เวลาต่อเนื่องมากกว่า 5) คุ้มไหมกับราคา? ถ้าถามแบบตรงๆ ราคา 12,990 บาท เหมาะกับคนที่ตั้งใจใช้จริงและชอบเครื่องที่มีแอปช่วยจัดตาราง เพราะมันทำให้เรามีวินัยขึ้นมาก แต่ถ้าซื้อเพราะแพ็กเกจ Kuromi อย่างเดียว อาจต้องชั่งใจนิดนึงค่ะ (แต่ยอมรับว่าน่ารักจนอยากหยิบมาใช้ทุกวันจริงๆ) ถ้าอยากให้รีวิวแบบละเอียดหลังใช้ 7 วัน/14 วัน เช่น ผิวดีขึ้นด้านไหน แพ้ไหม หรือโหมดไหนเหมาะกับผิวแบบไหน บอกได้เลย เดี๋ยวเรามาอัปเดตเพิ่มค่ะ






