จบชีวิตที่มันไม่จบ
สวัสดีครับเรามต่อ EP2 ครับ ตั้งแต่ผมกลายเป็นคนพิการความกดดันถาโถมมารอบด้านรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดของชาวบ้าน ญาติพี่น้อง หรือหลายๆคน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตาบอดแล้วจะไปทำอะไรกิน“ ณ เวลานั้นมันคือขุมนรกภายในจิตรใจ กำลังใจไม่มี คนรักทอดทิ้ง ”ตรอมใจ“ นั่นคือสิ่งที่ผมสามารถบรรยายได้ในช่วงเวลานั้น ไม่กิน ได้แต่นอนจมปลักอยู่กับความนึกคิดที่เป็นลบของตัวเอง ร่างกายผ่ายผอม ผมสูง 187ซม.เหลือน้ำหนักเพียง 52 กก. เหมือนโครงกระดูกที่ยังหายใจ สุดท้ายสิ่งที่ผมคิดแล้วคิดอีกเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากตัวเองเพราะต้องเป็นภาระพ่อและแม่ซึ่งจะต้องมาคอยดูแลเราไม่ว่าจะกินจะเข้าห้องน้ำล้วนแต่จะต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ ในวันหนึ่งเวลาประมาณบ่ายสองกว่าๆผมได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าเราจะต้องไม่ทำตัวเป็นภาระใคร จึงค้นหาได้ผ้าขาวม้ามาหนึ่งผืนเพื่อให้ให้ใครสงสัยว่าเราจะเอาไปทำอะไร เมื่อเดินออกมาจากตัวบ้านทุกคนก็ถามว่าเราจะไปไหน เราก็ได้แต่บอกว่าเราจะไปผูกเปลนอนหลังบ้าน ทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไร ในเวลานั้นเรายังพอมองเห็นสิ่งต่างๆเป็นเงาพอที่จะรู้ว่าต้องเดินไปทางไหนหลบหลีกได้อย่างไร อีกอย่างคือมันเป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคยดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการที่เราจะพาตัวเองไปยังต้นมะม่วงหลังบ้านซึ่งมันไม่ห่างจากตัวบ้านมากนัก เมื่อเราไปถึงต้นมะม่วงที่เราเล็งเอาไว้สำหรับตัวเองก็ยกมือพนมอธิษฐานขอสมากรรมบิดามารดา เพื่อไม่ให้พอ่แม่ต้องมาลำบากคอยดูแลเราสิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้คือการช่วยเหลือท่านทางอ้อม จากนั้นเาก็ค่อยๆปีนขึ้นไปยังต้นมะม่วงแล้วใช้มือควานหากิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด สุดท้ายก็ไปเจอกิ่งมะม่วงกิ่งหนึ่งกิ่งใหญ่ประมาณต้นขาเราจึงค่อยๆปีนขึ้นไปนั่งคล่อมอยู่บนกิ่งมะม่วงกิ่งนั้น แล้วใช้ปลายผ้าขาวม้าตวัดพันรอบกิ่งไม้แล้วผูกจนแน่น จากนั้นใช้อีกปลายผูกที่คอตัวเอง ลักษณะการผูกจะเป็นการพันรอบคอเพื่อไม่ให้ผ้าขาวม้าขาด จากนั้นก็นึกถึงพระพุทธเจ้าซึ่งได้ยินว่าก่อนตายหากเรานึกถึงพระเอาไว้จะได้ไม่ตกนรก แล้วทิ้งตัวลงมาจากกิ่งมะม่วงนั้นทันที คือเอาด้านหลังลงก่อนเพื่อให้ผ้าที่ผูกกระชากคอให้หักทันที แต่ทว่า เมื่อผ้าขาวม้าตึงด้วยแรงเหวี่ยงพร้อมกับน้ำหนักตัวของเราทำให้กิ่งมะม่วงที่เราใช้ปานาติบาปตัวเองนั้นเกิดหักลงมาพร้อมๆกับตัวเราที่ร่วงหลุ่นลงสู่พื้นทันที และทุกอย่างก็ดับวูบ พอได้สติอีกครั้งคือตอนนี้เรากำลังนอนอยู่ที่เตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยมีแม่กับหลานสาวตัวน้อยๆเฝ้าอยู่ตอนนั้นหลานสาวเพิ่งจะได้มีอายุเพียงสองขวบเท่านั้น พอผู้ที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงนั้นเมื่อเห็นเราเริ่มรู้สึกตัวก็เลยรีบเข้ามาถามพร้อมน้ำตา ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและสาเหตุที่ผมสลบไปนั้นเกิดจากการกระตุกของผ้าขาวม้าอย่างรุนแรงที่ท้ายทอยและโดนกิ่งมะม่วงที่หักตามลงมานั้นฟาดเข้าที่ศรีษะซ้ำเข้าไปอีกภาพจึงตัดไป ด้วยเพราะเรามองเห็นไม่ชัดจึงไม่รู้ว่ากิ่งมะม่วงที่เราขึ้นไปผูกคอนั้นมันคือกิ่งมะม่วงที่เป็นกิ่งตายจึงไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักการกระชากดึงได้ หลังจากที่ราออกจากโรงพยาบาลคราวนี้เรากลายเป็นบคคนที่ต้องเฝ้าระวัง อะไรก็ตามที่สามารถทำร้ายตัวเองได้จะหายไปจากตำแหน่งเดิม ไม่ว่าจะเป็น มีด เชือก ยาฆ่าแมลง กระจก ในห้องมีเพียงวิทยุเทปสมัยก่อนทิ้งไ้ให้ฟังเพื่อไม่ให้เราคิดจะฆ่าตัวตายอีก ผ่านไปสองเดือนทุกวันที่มีชาวบ้านมาเยี่ยมมักจะพูดคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ความรู้สึกนั้นก็กลับมาอีกคราวนี้คือช่วงหน้าหนาวของต่างๆจังหวัดจะมีการเล่นว่าวซึ่งเขาจะใช้เชือกป่านเส้นเล็กๆ เอาไว้ผู้ว่าวเราจึงใช้สิ่งนี้ทำการผูกคอตัวเองอีกครั้งแต่เนื่องด้วยเส้นเชือกมันเล็กมากและตำแหน่งทีเราผู้นั้นคือขื่นในห้องที่บ้านตัวเองขื่อไม้มันมีความคมของเหลี่ยมไ้เมื่อเราทิ้งตัวลงมาจากเก้าอี้ที่นำไปยืน ทันทีเชือกจึงขาดทำให้เราตกลงมากลิ้งอยู่กับวิทยุ ชะตายังไม่ถึงคาดวิทยุที่กำลังเปิดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนเสียงที่เรากำลังทำอะไรอยู่นั้นมันเกิดย้ายช่องซึ่งไม่แน่ใจว่าส่วนไหนไปโดนเพราะจากที่เราหล่นลงมาจากเก้าอี้นั้นก็กลิ้งเป็ลูกข่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่ขณะที่เรากำลังนอนเจ็บอยู่นั้นวิทยุช่องหนึ่งซึ่งเราจำได้มาจนถึงทุกวันนี้คือ คลื่น สสวภ. อุบลราชธานี มีเสียงพระท่านหนึ่งกำลังเทศนาเรื่องการที่ทำให้พ่อแม่มีน้ำตาหรือเสียใจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆมันคือบาปหนักเมื่อเสียชีวิตก็จะกลายเป็นสัตว์นรกทันที รวมถึงการที่เราฆ่าตัวตายก็เช่นกันตราบใดที่เรายังไม่สิ้นอายุไขเหตุการณ์เหล่านั้นก็จะวนๆเวียนๆซ้ๆอยู่อย่างนั้น ผมสงบนิ่งแล้วฟังจากนั้นก็ค่อยๆคิดตาม ความกดดันลดลง ยิ่งเมื่อได้ยินคำที่ว่า ”โยมเคยเห็นหมามันฆ่าตัวตายมั้ย“ มันยิงเสียดแทงใจเข้าไปอีก เราเป็นมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐเราจะมาฆ่าตัวตายก็อายหมา นับจากเวลานั้นความคิดผมเปลี่ยน เย็นวันหนึ่งผมได้ปรึกษากับครอบครัวว่าผมต้องการฝึกอาชีพเพราะช่วงนั้นเคยมีบัณฑิตอาษาเคยมาชวนให้ไปฝึกอาชีพของคนพิการแต่ผมก็ปฏิเสธไปเพราะยังทำใจไม่ได้ และจากวันนั้นคือการเริ่มต้นการเดินทางบนโลกใบใหม่ที่ไร้แสงสี ไม่มีแสงของเดือนหรือพระอาทิตย์ ทุกอย่างสัมผัสด้วยการได้ยิน มีไม้เท้าเป็นเครื่องนำทาง มีสมาธิเพิ่มมากขึ้นเพราะทุกครั้งไม่ว่าเราจะเดินทางไปไหนเราจะต้องฝึกสังเกตุสิ่งแวดล้อมรอบตัวว่าตรงนี้คืออะไรมีอะไรเป็นจุดสังกตุเผื่อจะได้ไม่ต้องหลงทาง EP ถัดไปผมจะมาเล่าเรื่องราวของการเดินทางบนโลกมืดที่ผมไม่คิดว่าทั้งชีวิตนี้จะได้พบเจอให้เป็นกำลังใจไว้กับใครที่กำลังท้อถอยกับชีวิตนะครับขอบคุณทีอ่านมาจนถึงตรงนี้ครับเจอกัน EP ถัดไปครับ🗣แนะนำเพิ่มเติม:
My Diary:
เช้า🍳:
กลางวัน☀️:
เย็น🌆:
ในช่วงเวลาที่จิตใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บปวด การต่อสู้กับความคิดฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับความท้าทายทางกายภาพอย่างการสูญเสียการมองเห็นและต้องพึ่งพาผู้อื่นในการดำรงชีวิตประจำวัน ความกดดันจากคำพูดรอบตัวเช่น “ตาบอดแล้วจะไปทำอะไรกิน” ยิ่งทำให้ความรู้สึกแปลกแยกและไร้ค่าเข้มข้นขึ้น เรื่องราวนี้เปิดเผยถึงความพยายามลึกซึ้งในจิตใจของคนพิการที่คิดจะยุติชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นภาระต่อครอบครัว แต่โชคชะตาก็ยังให้โอกาสได้ลุกขึ้นสู้ใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงความคิดอย่างมีพลวัตเมื่อเจ้าตัวได้ฟังคำเทศนาของพระสงฆ์เกี่ยวกับผลกรรมและบาปของการฆ่าตัวตาย ซึ่งช่วยปลอบประโลมใจและเสริมสร้างกำลังใจ ทำให้มองเห็นคุณค่าในชีวิตและตั้งใจต่อสู้เพื่อหาอาชีพและใช้ชีวิตที่มีความหมาย สิ่งสำคัญสำหรับคนที่กำลังเผชิญกับความท้อแท้หรือความรู้สึกอยากยอมแพ้ คือการรับฟังเรื่องราวจากประสบการณ์จริงของผู้อื่น การหาแรงบันดาลใจจากคำสอนทางศาสนา หรือการพูดคุยกับผู้ใส่ใจและเข้าใจความรู้สึก การมุ่งมั่นฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เพื่อพัฒนาชีวิต เป็นการสร้างจุดหมายใหม่ที่ช่วยบรรเทาความเครียดและความรู้สึกโดดเดี่ยว นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความปลอดภัยและความสบายใจ เช่น การจัดของใช้ที่อาจก่ออันตรายให้ออกไปจากบริเวณที่พักอาศัย หรือการมีอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการพยายามฆ่าตัวตายซ้ำ การเปิดเพลงวิทยุหรือเสียงที่นุ่มนวลสามารถช่วยลดความเครียดและเป็นเพื่อนในยามเหงาได้เช่นกัน สำหรับผู้ดูแลและครอบครัวของคนพิการที่ประสบกับภาวะซึมเศร้าหรือความคิดฆ่าตัวตาย การให้ความรักและเข้าใจ พร้อมเสนอตัวช่วยเหลือ เช่น การพาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือกลุ่มสนับสนุน จะเป็นก้าวสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูจิตใจได้ในระยะยาว สรุปได้ว่าการต่อสู้กับความมืดมิดทั้งทางกายและใจต้องใช้เวลา ความอดทน และแรงสนับสนุนจากครอบครัว รวมถึงการสร้างความหวังใหม่ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะเพื่อการพึ่งพาตัวเอง เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจและแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่กำลังเผชิญกับความลำบากในชีวิต ให้รู้ว่ายังมีหนทางและความหวังเสมอ

