Dongfeng M-HERO 917
M-Hero 917 (Mengshi 917) เป็นรถ SUV ออฟโรดไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับพรีเมียมจาก Dongfeng เปิดตัวในปี 2023 โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมสุดแกร่งคล้ายรถหุ้มเกราะ มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวให้กำลังสูงสุดกว่า 1,000 แรงม้า ผลิตบนแพลตฟอร์ม M-Tech มีทั้งรุ่นไฟฟ้าล้วน (BEV) และรุ่นขยายระยะทาง (EREV) พร้อมความสามารถออฟโรดเต็มรูปแบบ
Dongfeng M-Hero 917
ดีไซน์เน้นความแข็งแกร่ง (Armor-style) มิติตัวถังขนาดใหญ่ ความยาว เกือบ 5 เมตร ความสูงเกือบ 2 เมตร
รุ่น BEV (ไฟฟ้าล้วน)ม
มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว กำลังรวมสูงถึง 1,088 แรงม้า (PS)
แรงบิดสูงสุด 1,400 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.2 วินาที
แบตเตอรี่ 142 kWh วิ่งระยะทางสูงสุด 505 กม. (มาตรฐาน CLTC)
รุ่น EREV (ขยายระยะทาง):
เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Turbo ทำหน้าที่ปั่นไฟ + มอเตอร์ไฟฟ้า
กำลังรวม 805 แรงม้า แรงบิด 1,050 นิวตันเมตร
ระยะทางการขับขี่รวมสูงสุด 1,032 กม. (มาตรฐาน CLTC)
มาพร้อมฟังก์ชันช่วยเลี้ยว "Crab Mode" ล้อหลังเลี้ยวได้ ทำให้วงเลี้ยวแคบลง และระบบช่วงล่างอัจฉริยะ
ราคาในจีนอยู่ระหว่าง 768,000 – 868,000 หยวน หรือประมาณ 3.88 – 4.39 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าของไทย)
หลังจากไล่อ่านข้อมูลของ Dongfeng M-HERO 917 (Mengshi 917) แล้ว ความรู้สึกคือคันนี้ “ตั้งใจทำมาเพื่อสายลุย” มากกว่าจะเป็น SUV ไฟฟ้าทั่วไป จุดที่คนค้นหาแล้วอยากรู้จริงๆ (นอกจากสเปกแรงม้า) คือมันเหมาะกับการใช้งานแบบไหน รุ่นไหนคุ้มกว่า และถ้าเอามาไทยต้องคิดอะไรเพิ่มบ้าง 1) เลือก BEV หรือ EREV ดี? - รุ่น BEV (ไฟฟ้าล้วน) เด่นเรื่องฟีลการขับแบบ EV เต็มๆ แรงมาไว มอเตอร์ 4 ตัว กำลังรวม 1,088 แรงม้า แรงบิด 1,400 นิวตันเมตร ตัวเลข 0-100 ที่ 4.2 วิถือว่าเร็วมากสำหรับรถทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ควรชั่งใจคือแบต 142 kWh ถึงจะวิ่งได้ 505 กม. (CLTC) เวลามาใช้งานจริงในไทยมักจะได้น้อยลงตามสไตล์มาตรฐานจีน โดยเฉพาะถ้าขับเร็ว เปิดแอร์จัด หรือใส่ยางออฟโรด - รุ่น EREV (ขยายระยะทาง) จุดขายคือความสบายใจเวลาเดินทางไกล เพราะมีเครื่อง 1.5 Turbo ทำหน้าที่ปั่นไฟ ระยะทางรวม 1,032 กม. (CLTC) เหมาะกับคนที่ยังไม่มั่นใจเครือข่ายชาร์จ หรือมีทริปต่างจังหวัดบ่อยๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความซับซ้อนมากกว่า (ระบบไฟฟ้า + เครื่องยนต์) 2) จุดเด่นสายออฟโรดที่น่าสนใจ สิ่งที่ทำให้ M-HERO 917 ดูต่างจาก EV สายลุยหลายรุ่นคือฟังก์ชันอย่าง “Crab Mode” ที่ช่วยให้รถขยับแบบปู (ล้อหลังเลี้ยวได้) ทำให้เลี้ยวในพื้นที่แคบง่ายขึ้น เหมาะมากเวลาเข้าทางแคบๆ หรือหลบหลุมหลบหินบนเส้นทางที่ต้องกะระยะเยอะๆ รวมถึงช่วงล่างอัจฉริยะที่ช่วยให้การผ่านอุปสรรคไม่เหนื่อยคนขับเท่ารถออฟโรดดั้งเดิม 3) เรื่องราคาและการเข้ามาไทย ราคาที่จีน 768,000–868,000 หยวน (ประมาณ 3.88–4.39 ล้านบาท) เป็นตัวเลขที่หลายคนเห็นแล้วตื่นเต้น แต่ถ้าคิดแบบผู้ใช้จริง ต้องเผื่อภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต และค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนในไทยด้วย ดังนั้นราคาขายจริงถ้านำเข้าอิสระมัก “กระโดด” ขึ้นพอสมควร แนะนำให้เช็กช่องทางนำเข้า การรับประกัน และศูนย์/อะไหล่ก่อนตัดสินใจ 4) เช็กลิสต์ก่อนซื้อ/จอง (ถ้าสนใจจริง) - หัวชาร์จรองรับมาตรฐานอะไร และชาร์จ DC ได้สูงสุดกี่ kW - น้ำหนักรถและขนาดล้อ/ยาง (มีผลกับระยะวิ่งจริง) - ระบบช่วยขับ/กล้องรอบคัน และการใช้งานภาษาในหน้าจอ - ค่าดูแลแบต/เงื่อนไขรับประกัน โดยเฉพาะรถนำเข้า - รายละเอียดความปลอดภัย เช่นถุงลม (ในภาพมีคำว่า “ARBAG” ควรตรวจให้ชัดว่าเป็นจำนวนถุงลมเท่าไรและสเปกตลาดไหน) สรุปจากมุมคนหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ: ถ้าขับในเมืองเป็นหลักและมีที่ชาร์จแน่นอน รุ่น BEV จะได้ฟีล EV เต็มๆ และแรงจัดสุดทาง แต่ถ้าทริปไกลบ่อย หรืออยากจบเรื่องระยะทางแบบไม่ต้องคำนวณทุกครั้ง รุ่น EREV จะตอบโจทย์กว่า โดยเฉพาะกับการใช้งานในไทยที่สถานีชาร์จยังมีความหนาแน่นไม่เท่ากันในทุกจังหวัด













































