🚨 4 หัวขโมยเวลา จากหนังสือ The ONE Thing

ช่วงที่ผ่านมาผมเผชิญกับภาวะ "ขาดแคลนเวลา" อย่างหนัก

ทำอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หยิบจับอันนั้นนิด อันนี้หน่อยสลับกันไป

จนเริ่มรู้สึกว่าแบบนี้ไม่ถูกต้องแล้ว จากที่ควรจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในทุกอย่างที่ทำ กลายเป็นไม่ได้ดีสักอย่าง

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ผมแวะไปร้านหนังสือเพื่อหาตัวช่วย

เดินวนอยู่นานจนมาเจอกับหนังสือสีเหลืองสดใสเล่มนี้

"The ONE Thing"

เนื้อหาข้างในช่วยไขปริศนาเรื่องเวลาที่หายไปของผมได้ทันที

สิ่งที่ผมอยากจะเล่าในวันนี้ คือสิ่งที่ผมเจอกับตัวเอง

และมันตรงกับ "4 หัวขโมยเวลา" ที่เขียนไว้ในหนังสือครับ

1) ปฏิเสธไม่เป็น (I'm a Mr. Yes Man)

ส่วนตัวผมเป็นพวกที่ว่า ใครมีปัญหามาขอความช่วยเหลือ ผมมักจะตอบรับทันที

ส่วนนึงเป็นเพราะนิสัยชอบทำอะไรใหม่ๆ ชอบแก้ปัญหา แต่อีกส่วนคือลึกๆ เราอยากเป็นที่พึ่งและรู้สึกเป็นคนที่มีประโยชน์

แต่การที่เราตอบรับทุกคำขอ เท่ากับเรากำลังปฏิเสธสิ่งอื่นในเวลาเดียวกัน

เพราะเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม ไม่สามารถทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้

มีคำกล่าวที่ว่า "การตอบรับ 1 คำขอ เท่ากับการปฏิเสธ 100 คำขอที่เหลือ"

จงเลือกให้ดีว่าสิ่งที่คนอื่นขอมานั้น เราต้องแลกด้วยการไปปฏิเสธคำขออะไรบ้าง

บางครั้ง... เราอาจจะต้องปฏิเสธเรื่องของคนอื่น เพื่อมารับผิดชอบคำขอที่สำคัญที่สุดของตัวเราเอง

2) ไม่ยอมรับความวุ่นวาย

ข้อนี้ผมอ่านแล้วอินเป็นพิเศษ เพราะส่วนตัวไม่ชอบความวุ่นวายเอาเสียเลย

แต่บ่อยครั้งที่ผมต้องเข้าสู่โหมด Deep Work หรือ Flow State จดจ่อกับงานใดงานนึงเป็นเวลานานๆ 3-4 ชม.

พอลุกขึ้นมา ผมจะพบกับความวุ่นวายทุกครั้ง เพราะมีงานอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้ทำแต่เราไม่เหลือเวลาแล้ว (เพราะเราเอาไปจดจ่อกับงานเดียวที่คิดว่าสำคัญที่สุดไปแล้ว)

ชีวิตผมติดลูปแบบนี้อยู่ช่วงนึงเลย (ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่)

ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ยอมรับเสียเถอะว่ามันจะเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเราให้ความสำคัญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบสุดตัว สิ่งอื่นๆ ที่เหลือก็ย่อมได้รับเวลาน้อยลงเป็นธรรมดา

นี่คือเรื่องจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาของเรามีเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้มันกับสิ่งไหน

จงยอมรับความเป็นจริงว่า ความวุ่นวายต้องเกิดขึ้น เพราะคุณเลือกแล้วที่จะโฟกัสเรื่องที่สำคัญกับคุณจริงๆ

3) ทุ่มเทกับทุกเรื่องพร้อมๆ กัน

พลังงานของคนเรามีจำกัด ทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณ

เมื่อผมพยายามทุ่มเทกับทุกๆ เรื่องพร้อมกัน อาการมันก็เหมือน "นักวิ่งมาราธอนที่ชนกำแพง"

พลังงานหมดเกลี้ยงแบบไม่เหลือให้สตาร์ทใหม่ จนผมต้องหยุดพักทุกเป้าหมาย กลับมาอยู่นิ่งๆ

และเลือกใหม่ว่า "อะไรคือเป้าหมายที่เราให้ความสำคัญที่สุดจริงๆ"

การจัดสรรพลังงานที่ดีจะช่วยให้ชีวิตเบาสบายขึ้น

คุณจำเป็นต้องเลือกเป้าหมาย และซอยย่อยมันลงมา จากจุดที่ไกลโพ้น สู่การกระทำในวันนี้

"อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ในวันนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต?" (สัปดาห์นี้ เดือนนี้ ปีนี้)

ถามคำถามนี้บ่อยๆ แล้วคุณจะเริ่มจัดสรรพลังงานไปในเรื่องที่สำคัญจริงๆ ได้ดีขึ้นครับ

4) อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมคุณ

ผมเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่เรื่องชวนหดหู่ เชิงลบ และมองไม่เห็นแสงสว่าง

จนมันเริ่มกลืนกินและหลอมรวมเข้ามาในความคิดและทัศนคติของผม

โชคดีที่ผมตัดสินใจก้าวเท้าออกจากพื้นที่ตรงนั้น ไปสู่พื้นที่ใหม่ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่ออ่านหนังสือถึงหัวข้อนี้ ผมเห็นด้วยอย่างมาก

สภาพแวดล้อมมีผลต่อทัศนคติของคนเราจริงๆ

ถ้าอยากให้เป้าหมายประสบความสำเร็จ

จงพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนที่พร้อมจะเติบโต

ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่คอยดึงพลังงานและความเชื่อมั่นของเราให้ลดลง

หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่านนะครับ แนะนำให้ลองไปหาอ่านเล่มเต็มๆ กันดู หนังสือดีจริงๆ ครับ!

#หนังสือน่าอ่าน

#ป้ายยากับlemon8

#รีวิวหนังสือ

#พัฒนาตัวเอง

2/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ผมได้อ่านและลองปรับใช้กับชีวิตจริง พบว่าการจัดการกับหัวขโมยเวลาทั้ง 4 ประการนี้เปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตและงานของผมได้อย่างมาก อย่างแรก การไม่ปฏิเสธคำขอช่วยเหลือในทุกเรื่องทำให้ผมเคยถึงจุดที่รู้สึกว่าเวลาหมดไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญจริงๆ ผมจึงเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญมากขึ้น บางครั้งการพูดว่า "ไม่" เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาโฟกัสและพลังงานของตัวเอง ประการที่สอง ความวุ่นวายรอบตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมยุคดิจิทัล ผมเลือกที่จะยอมรับว่าเมื่อทำงานสำคัญอย่างเข้มข้น ก็จะมีเรื่องอื่นรออยู่เสมอ วิธีของผมคือกำหนดช่วงเวลาปิดการแจ้งเตือน และหามุมสงบที่เอื้อให้เข้าสู่สภาวะจดจ่ออย่างแท้จริง ข้อสาม การทุ่มเทกับทุกเรื่องพร้อมกันทำให้ผมหมดแรงและประสิทธิภาพตก จากนั้นผมเริ่มตั้งเป้าหมายใหญ่เป็นขั้นตอนย่อย เพื่อทำทีละเรื่องอย่างมีสมาธิและไม่ชะล่าใจ ทำให้ผลงานแต่ละส่วนมีคุณภาพและช่วยลดความเครียดลงได้มาก สุดท้าย สภาพแวดล้อมมีผลต่อความคิดและพฤติกรรมอย่างมาก เมื่อผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความลบและคนที่ไม่ส่งเสริมมีแต่ทำให้ท้อใจ การเปลี่ยนไปอยู่กับกลุ่มคนที่มีความคิดบวกและมุ่งมั่นเหมือนกันช่วยให้ผมเติมพลังและได้รับแรงบันดาลใจในการเดินตามเป้าหมายของตัวเองมากยิ่งขึ้น การสังเกตและตระหนักถึง 4 หัวขโมยเวลาเหล่านี้ในชีวิตจะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จัดการเวลา และพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมแนะนำว่าทุกคนควรอ่านหนังสือ The ONE Thing เล่มนี้เต็มๆ เพราะนอกจากจะแจกแจงปัญหาอย่างละเอียดแล้ว ยังเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับการนำไปใช้ในชีวิตจริงด้วยครับ

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ GATEY
GATEY

เขียนดีมากเลยค่ะ 👍

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

รีวิว The Best Book หนังสือที่เป็น No.1 แบบเรียลๆ ✅
วันนี้มาบอก list หนังสือแต่ละหมวดหมู่ ที่ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจตลอดกาลล และอยากให้ทุกคนได้ลองอ่านน เรื่ม!! 1. Fantasy : Mist born 2. Romance fantasy: Forth wing และ หัวขโมยแห่งบารามอส 3. Survival book : ใต้สมุทรไม่สิ้นแสง 4. Sci-fi book : Projects Hail Mary 5. วรรณกรรมไทย : เมษาลาตะวัน
อยากจะป้ายยาプレオ

อยากจะป้ายยาプレオ

ถูกใจ 194 ครั้ง

หนังสือที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีก็ยังหยิบมาอ่าน 💙📖🍵
ไม่กี่วันก่อนไปยืนดูหนังสือตรงชั้นวางเลยหยิบเอา "หัวขโมยแห่งบารามอส" ออกมา . ตัดสินใจปัดฝุ่นเอามาอ่านอีกรอบ (ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่🤭) . หัวขโมยแห่งบารามอสจะมีทั้งหมด 5 เล่ม (เนื้อเรื่อง 4 เล่ม + เล่มพิเศษ 1 เล่ม) แบ่งเป็น 👑 มงกุฎแห่งใจ 🪄 คฑาแห่งพลัง 💍 แหวนแห่งปราชญ์ 🗡️ ดาบแห่งกษัตริย์
₍^. .^₎⟆ เดือนสี่

₍^. .^₎⟆ เดือนสี่

ถูกใจ 7 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม