ชวนอ่าน | เมื่อขุนเขาขับขาน

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนามที่เผชิญสงครามอย่างยาวนาน ทั้งจากนอกประเทศและในประเทศ ผ่านตัวละครหลักสองตัวคือ ยาย กับ หลานสาว ที่ต่างต้องเผชิญกับความยากลำบากของสงครามที่โหดร้าย

.

ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยได้อ่านเรื่องราวความเป็นมาของเพื่อนบ้านเท่าไหร่ (เสียใจ) แต่อ่านเล่มนี้แล้วหดหู่ เศร้า เวทนาชะตากรรมของตัวละครมาก โดยเฉพาะ ‘ยาย’ ที่เกือบทุกช่วงชีวิตต้องทุกข์ระทมและสูญเสียเพราะสงคราม แต่ก็เป็นตัวละครหญิงที่แข็งแกร่ง และพยายามเพื่อมีชีวิตรอดสุด ๆ เช่นกัน

.

ว่ากันว่า โจรปล้นหนึ่งครั้ง เรายังมีชีวิต ไฟไหม้บ้านหนึ่งครั้ง เรายังเริ่มใหม่ได้ แต่การเผชิญความโหดร้ายของสงครามนั้น เราอาจสูญเสียไปทั้งจิตวิญญาณเลยก็ว่าได้ เพราะมันฉีกทึ้ง และทำให้แหลกสลายแม้ยังหายใจ โดยที่ไม่ต้องออกไปสนามรบเลยสักก้าวเดียว

.

นิยายเรื่องนี้เขียนมาจากประสบการณ์และคำบอกเล่าของคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ เป็นเรื่องราวในมุมของคนเวียดนาม ที่หาอ่านไม่ได้ง่าย ๆ เป็นหนังสือที่อยากอ่านให้จบเร็ว ๆ เพราะสงสารชะตากรรมของตัวละครเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันการดำเนินเรื่องก็สนุกและชวนติดตาม เรียกได้ว่าแทบไม่ได้พักหายใจ ช่วงยายหนีตายไปทางใต้เป็นอะไรที่บีบหัวใจมาก เห็นถึงความโหดร้ายของคนมีอำนาจ และสงครามที่กัดกินหัวใจสุด ๆ

.

ฉันมั่นใจว่าถ้าผู้คนเต็มใจที่จะอ่านกันและกัน และมองเห็นแสงสว่างในวัฒนธรรมของผู้อื่น คงไม่มีสงครามเกิดขึ้นในโลกใบนี้ -- หน้า 197

.

ขอบคุณสำนักพิมพ์ @praphansarnn ที่ส่งเล่มนี้มาให้อ่านนะคะ

.

ชื่อหนังสือ : เมื่อขุนเขาขับขาน

ชื่อภาษาอังกฤษ : The Mountains Sing)

ผู้เขียน : เหงียน ฟาน เกว๊ มาย

ผู้แปล : บัญชา วงศ์รัตนานุกูล

สำนักพิมพ์ : ประพันธ์สาส์น

#เมื่อขุนเขาขับขาน #themountainssing #อ่านหนังสือ #readingjournal #bookstagram

7/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหนังสือ "เมื่อขุนเขาขับขาน" ให้มุมมองลึกซึ้งเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามที่ไม่ใช่แค่การสู้รบในสนามรบ แต่ยังส่งผลถึงชีวิตผู้คนในครอบครัวและชุมชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบทบาทของตัวละครยายที่แม้จะถูกทดสอบด้วยความทุกข์ยากหลายครั้ง แต่เธอก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพยายามรักษาชีวิตให้อยู่รอด จึงทำให้ผู้อ่านได้รับแรงบันดาลใจและความเข้าใจถึงความหมายของความหวังและความเข้มแข็งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด นอกจากนั้น สิ่งที่น่าประทับใจคือการที่นิยายเล่มนี้สร้างขึ้นจากคำบอกเล่าและประสบการณ์จริงของผู้ที่เคยประสบกับสงครามในเวียดนาม ทำให้เนื้อหาเต็มไปด้วยความสมจริงและความรู้สึกสะเทือนใจจนเปิดโลกทัศน์ให้ผู้อ่านได้เห็นมุมมองของคนในพื้นที่สงครามอย่างแท้จริง จากประสบการณ์ส่วนตัวการอ่านหนังสือประเภทนี้ ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมันช่วยให้เรามีทัศนคติที่กว้างขึ้นและลดความเข้าใจผิดที่อาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ผมมีความเห็นว่าการแบ่งปันเรื่องราวผ่านวรรณกรรมเช่นนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนมีความเห็นอกเห็นใจและส่งเสริมสันติภาพในโลกที่ซับซ้อนนี้ อีกประเด็นที่ควรพูดถึงคือคำกล่าวในหนังสือที่ว่า หากผู้คนเต็มใจอ่านและเข้าใจวัฒนธรรมของกันและกัน สงครามคงไม่เกิดขึ้น นั่นเป็นข้อความที่ทรงพลังมากและควรทำให้เราหันมาพิจารณาและตระหนักถึงบทบาทของการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมในสังคมปัจจุบันอย่างแท้จริง