🎓 งานรับปริญญาให้อะไรเรา?

🎓 ทำไมเราถึงต้องเฉลิมฉลองให้กับการจบการศึกษาด้วยพิธีกรรมที่ซับซ้อนขนาดนี้?

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนขณะที่ผมเดินเล่นกับแฟนอยู่ในสวนเบญจกิตติในตอนเย็น แสงสุดท้ายของวันกำลังตกกระทบลงบนชุดครุยของเหล่านักศึกษาจบใหม่ ภาพที่เห็นดูแปลกตาไปจากเดิม สวนที่เป็นพื้นที่ของนักวิ่งและคนรักสุขภาพ กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความยินดี

ผมมองดูภาพเหล่านั้นแล้วย้อนถามตัวเองเงียบๆ ว่า ตัวผมในวันนั้น (และตัวผมในวันนี้) ได้รับอะไรจากช่วงเวลาที่เรียกว่า 'การศึกษา' นี้บ้าง?

7 ปีก่อน ผมจำได้ว่าตัวเองต้องนั่งเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองไหหนาน ประเทศจีน กลับมาที่ไทย เพียงเพื่อเข้าร่วมพิธีรับกระดาษใบเดียวในมหาวิทยาลัย มศว องค์รักษ์

ในวัยนั้นผมตั้งคำถามกับมันอย่างรุนแรงว่า นี่คือการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่า? ทั้งในเชิงกายภาพของระบบนิเวศ หรือกระทั่งทรัพยากรทางจิตใจที่เราต้องทุ่มเทลงไปเพื่อ 'พิธีกรรม' บางอย่างที่สังคมกำหนดขึ้น

เลข 7 สำหรับสังคมไทยมักมาพร้อมกับคำว่าอาถรรพ์ โดยเฉพาะเรื่องความรักที่หลายคนหวาดผวากับจุดวัดใจ หรือแม้แต่ในโลกของภาพยนตร์ บ้านเราก็มีหนังชื่อว่า 'รัก 7 ปี ดี 7 หน' ที่ตอกย้ำว่าทุกๆ 7 ปี ชีวิตเราจะต้องเจอกับจุดเปลี่ยนบางอย่างเสมอ

แต่หากเรามองข้ามเรื่องลี้ลับไปสู่แนวคิดของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) ในเรื่องมนุษยปรัชญา เราจะพบว่าชีวิตคนเราจะมี 'การเปลี่ยนผ่าน' ขนาดใหญ่ทั้งทางกายภาพและจิตใจ

• 0-7 ปี: คือช่วงเพาะชำ เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ

• 7-14 ปี: คือช่วงผลิบานของอารมณ์

• 14-21 ปี: คือช่วงก่อร่างตัวตนและสติปัญญา

ในทางชีวภาพ เซลล์ในร่างกายเราเกือบทั้งหมดจะถูกผลัดเปลี่ยนใหม่จนเกือบหมดทุก 7 ปี ตัวผมที่นั่งพิมพ์บทความอยู่ตอนนี้ กับตัวผมที่ยืนงงๆ อยู่ในชุดครุยวันนั้น จึงเป็น 'คนละคน' กันอย่างสิ้นเชิงในเชิงกายภาพ และนี่คือ 2 สิ่ง (ไม่ใช่ 7) ที่ผมตกตะกอนได้จากพิธีกรรมที่เคยคิดว่าไร้สาระ

1. ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว แต่เป็นเรื่องของ 'ครอบครัว'

เรามักถูกสอนให้มองความสำเร็จเป็นเรื่องของเป้าหมายส่วนตัว เป็นเหรียญกล้าหาญที่แปะอยู่บนหน้าอกเราคนเดียว แต่ในวันที่ผมเห็นรอยยิ้มของแม่ และแววตาของพี่กับน้องชายที่เฝ้ามองมา ผมถึงเข้าใจว่าการรับปริญญาไม่ใช่การประกาศว่าเราฉลาดแค่ไหน

แต่มันคือการ 'คืนกำไรทางอารมณ์' ให้กับคนที่ลงทุนความหวังไว้ในตัวเรามาตลอดชีวิต มันคือการบอกพวกเขาว่า "ไม่ต้องห่วงนะ ชิ้นส่วนที่คุณฟูมฟักมานั้นเติบโตขึ้นอย่างงดงามแล้ว" ความสำเร็จที่แท้จริงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เรื่องของคุณคนเดียว แต่มันคือเรื่องของ 'เรา' หรือว่าครอบครัว

2. มาตรวัด ‘Entropy’ ของความสัมพันธ์

งานรับปริญญาไม่ใช่แค่การรวมตัวเพื่อถ่ายรูป แต่มันคือการทำผลสำรวจประชากรสังคมในชีวิตเรา ณ ขณะนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 7 ปี ผมลองกางสมุดโน้ตบันทึกความสัมพันธ์ออกมาดู แล้วพบว่าผู้คนในวันนั้นถูกจัดวางใหม่ตามกฎของกาลเวลาอย่างน่าสนใจ:

• 60% ฝูงชนผู้ผ่านมา (The Congratulators):

คนรู้จักวงนอกที่มาตามมารยาททางสังคม วันนี้พวกเขาหายไปเหมือนเครื่องประดับที่ใส่เพียงครั้งเดียว แต่ก็เป็นสีสันที่ทำให้ภาพในวันนั้นดูสมบูรณ์

• 10% อดีตคนสนิท (The Former Intimates):

เพื่อนที่เคยแชร์ลมหายใจในห้องเรียน แต่ปัจจุบันแยกย้ายไปตามวิถีทางชีวภาพและการเติบโต มันคือการพลัดพรากที่เต็มใจ ที่เราต่างยิ้มให้กันเมื่อนึกถึง

• 8% หมู่ดาวที่มองผ่านจอ (The Social Media Constellation):

เพื่อนสมัย ม.ปลาย หรือเพื่อนมหาลัยบางกลุ่มที่ไม่ได้คุยบ่อย แต่ยัง 'ติดตาม' ชีวิตกันผ่านฟีดโซเชียลมีเดีย แค่พวกเขามากดไลก์เราก็ต้องขอบใจมาก ๆ ที่จำชื่อกันได้

• 8% มิตรสหายในวงจรเก่า (The Timeless Loop):

กลุ่มที่เจอกันทีไร เรากลับไม่ได้นึกถึงเรื่องที่จะทำด้วยกันในอนาคตแต่เราเลือกที่จะ 'Rewind' เทปกลับไปสู่อดีตที่น่าจดจำ

• 5% ผู้อันตรธาน (The Vanished):

คนที่เคยสำคัญแต่หายไปจากวงโคจร ไม่ใช่เรื่องเศร้า แต่มันคือกฎธรรมชาติของมวลสารที่ต้องมีการสูญสลาย

• 3% ผู้ที่ไม่ต้องใช้พิธี (The Distance Keepers):

เพื่อนที่โคตรสนิทแต่ไม่ได้มางาน กลุ่มนี้สำคัญที่สุด เพราะพวกเขาพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องอาศัยฉากหลังที่ยิ่งใหญ่ หรือพิธีกรรมใดๆ มารับรอง

สุดท้ายแล้ว ผมพบว่าสมการความสำเร็จที่ผมมองหาในกระดาษใบนั้นเมื่อ 7 ปีก่อน มันไม่ได้มีแค่ค่าตัวแปรเดียว แต่มันประกอบด้วย

ความสำเร็จ = (ความรู้ x ความพยายาม) + ความยินดีที่แบ่งปันได้ + ความคงทนของความสัมพันธ์

ใบปริญญาเป็นแค่ตัวช่วยให้เราเข้าสู่ 'Chapter ถัดไป' (การทำงาน) แต่มันไม่ได้การันตีว่าเราจะชนะในเกมชีวิต การเดินทางไกลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเรียนจบ

แต่อยู่ที่เราจะรักษา 'ความสัมพันธ์' เหล่านี้ให้ยังคงอยู่และเติบโตต่อไปได้อย่างไร ในวันที่โลกเหวี่ยงเราให้ห่างจากกันมากขึ้นทุกที

#รับปริญญา #เด็กจบใหม่ #บัณฑิต #JournalWithMe

4/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการจบการศึกษาไม่ได้หมายความแค่การได้รับใบปริญญาหรือการสิ้นสุดของการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในชีวิต บทความนี้ทำให้ผมนึกย้อนถึงประสบการณ์ส่วนตัวหลังเรียนจบว่า พิธีรับปริญญาไม่ได้เป็นแค่พิธีธรรมเนียมที่ซ้ำซาก หรือรูปแบบของสังคมที่บีบบังคับให้เราต้องเข้าร่วมเท่านั้น แต่มันส่งผลลึกซึ้งต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์รอบตัวที่เรามีอย่างไม่น่าเชื่อ หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ผมสัมผัสได้จากพิธีรับปริญญาคือ การเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของ ‘ความสำเร็จ’ ในมุมมองรวมหรือความสำเร็จแบบครอบครัว ไม่ใช่แค่ความสามารถหรือความพยายามของตัวเองเพียงอย่างเดียว นี่คือช่วงเวลาที่เราได้เห็นและยอมรับการสนับสนุนในทุกรูปแบบจากคนที่รัก ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนๆ ซึ่งเขาคือส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เราก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ มาจนถึงจุดนี้ การแบ่งปันความยินดีและความสำเร็จร่วมกันกับครอบครัวและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งที่มากกว่าคำพูดใดๆ และมันช่วยเราเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่มีค่าอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังช่วยให้เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ในชีวิตที่แท้จริงว่ามีความสำคัญและควรค่าแก่การรักษาอย่างไร ประเด็นน่าสนใจอีกอย่างที่กล่าวถึงคือ "Entropy" หรือการเปลี่ยนแปลงและการจัดระเบียบใหม่ของความสัมพันธ์ในชีวิตหลังจากผ่านไป 7 ปี ซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงการเติบโตและการปรับตัวในแนวชีวิตและจิตใจของมนุษย์ มีการแยกคนผ่านหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนที่เข้ามาและจากไป กลุ่มอดีตคนสนิท หรือแม้แต่คนที่ติดตามผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น ทุกกลุ่มล้วนแต่มีบทบาทในชีวิตเราในช่วงเวลาหนึ่ง และความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่ได้มีความผูกพันแบบถาวรตลอดไป แต่ทำหน้าที่เหมือนบทเรียนและช่วงเวลาที่เติมเต็มชีวิตในแต่ละช่วงอย่างมีคุณค่า ประสบการณ์ส่วนตัวของผมหลังเรียนจบทำให้เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในช่วงนี้ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในห้องเรียนหรือกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่าปริญญา แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างพร้อมๆ กับการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น การรับรู้ว่าอนาคตของเราไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง แต่มาจากการเดินทางที่มีเครือข่ายของคนรักและผู้ที่สนับสนุนอยู่ด้วยเสมอ ช่วยให้การเดินทางชีวิตหลังจากนี้เต็มไปด้วยความหมายและกำลังใจ สุดท้ายแล้ว การจัดพิธีรับปริญญาที่เรามองว่าเป็นพิธีกรรมซับซ้อน อาจเป็นเพียงกรอบเวลาหนึ่งที่ช่วยให้เราได้หยุดและชื่นชมความสำเร็จในชีวิต รวมถึงช่วยให้เข้าใจว่าในแต่ละขั้นตอนของชีวิต การเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งคือส่วนหนึ่งของการเติบโตที่ทั้งกายและใจ และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ให้อยู่กับเราไปอย่างยั่งยืนและเปี่ยมด้วยความหมายในอนาคต