3สัญญาณเตือน เรามีเชื้อราที่เท้า #เภสัชรักบี้ #เภสัชอธิราช
3สัญญาณเตือน เรามีเชื้อราที่เท้า #เภสัชรักบี้ #เภสัชอธิราช
หลายคนเริ่มสงสัย “นิ้วเท้าเป็นเชื้อราไหม” ตอนเห็นผิวลอกเป็นขุยหรือคัน ๆ โดยเฉพาะหลังใส่รองเท้าผ้าใบทั้งวัน หรือเท้าอับเหงื่อบ่อย ๆ จากประสบการณ์ที่เจอคนมาปรึกษา อาการเชื้อราที่เท้า (Tinea pedis) มักมาเป็นแพทเทิร์นคล้าย ๆ กัน และมักเกิดได้หลายตำแหน่ง ไม่ได้เป็นแค่ซอกนิ้วเท้าอย่างเดียว เช็กอาการที่พบบ่อย (เข้ากับคำค้น “เท้าลอก เชื้อรา / เชื้อราฝ่าเท้า / เชื้อราหลังเท้า”) 1) ซอกนิ้วเท้า: ผิวขาวยุ่ย ๆ ลอก แฉะ คัน มีกลิ่นอับง่าย บางคนมีรอยแตกเจ็บเวลาเดิน นี่เป็นตำแหน่งคลาสสิกของ “นิ้วเท้าเป็นเชื้อรา” 2) ฝ่าเท้า: ลอกเป็นขุยแห้ง ๆ หนา ๆ เป็นวงหรือเป็นแผ่น บางครั้งแสบร้อนร่วมด้วย คนชอบคิดว่าแค่ผิวแห้ง แต่ถ้าลอกซ้ำ ๆ เป็นเรื้อรัง ให้สงสัยเชื้อราฝ่าเท้าได้ 3) หลังเท้า/ขอบเท้า: มีผื่นแดงคันเป็นปื้น ๆ ขอบค่อนข้างชัด หรือเป็นวง ๆ (ring-like) ตรงนี้คนมักไม่ทันนึกว่าเป็นเชื้อราหลังเท้า แล้ว “tinea pedis คืออะไร” แบบเข้าใจง่าย? Tinea pedis คือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณเท้า เชื้อชอบความอับชื้น จึงมักกำเริบหลังเหงื่อออก ใส่รองเท้าปิดนาน ๆ ใช้ห้องน้ำรวม/สระว่ายน้ำ หรือใส่ถุงเท้าชื้นซ้ำ วิธีดูแลเบื้องต้นที่ช่วยได้จริง (ทำควบคู่กัน) - ทำให้เท้าแห้ง: ล้างแล้วซับให้แห้งโดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า เป่าลมเย็นช่วยได้ - เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน (หรือวันละ 2 ครั้งถ้าเหงื่อเยอะ) เลือกแบบระบายอากาศ - สลับรองเท้า: อย่าใส่คู่เดิมติดกันทุกวัน ให้รองเท้าได้แห้ง 24–48 ชม. - หลีกเลี่ยงเกา/แกะผิวลอก เพราะทำให้แผลแตก ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ - ถ้ามีอาการคันลอกชัดเจน มักต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อราอย่างต่อเนื่องตามฉลาก และทาเลยขอบผื่นออกไปเล็กน้อยเพื่อกันลาม ควรไปพบแพทย์/เภสัชกรเมื่อไหร่? - เป็นมาก เจ็บ แดงบวม มีหนอง/น้ำเหลือง - เป็นซ้ำบ่อย ลามไปเล็บ (เล็บหนา เหลือง เปราะ) - เป็นเบาหวาน/ภูมิคุ้มกันต่ำ - ทายาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ ทริคเล็ก ๆ ที่ช่วยลดกลับมาเป็นซ้ำ: หลังหายแล้ว ฉันมักแนะนำให้ “ดูแลความแห้ง” ต่อเนื่อง เพราะเชื้อราที่เท้ามักแพ้การดูแลที่สม่ำเสมอมากกว่าการทายาแรง ๆ แค่ช่วงสั้น ๆ



