รีวิวรถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไปเช้าเย็นกลับ
นั่งรถไฟ ลอยน้ำ กับความสวยงามบนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ทริปนี้เราเดินทางจาก สถานีกรุงเทพ หัวโพง ตอนเวลา 6 โมงเช้า
รถไฟจะแวะรับจอดผู้โดยสาร
06.21 ชุมทางบางซื่อ
06.48 สถานีดอนเมือง(ใหม่)
06.59 สถานีรังสิต
07.37 สถานีอยุธยา
08.19 สระบุรี
08.31 ชุมทางแก่งคอย
และ 09.03 สถานีแก่งเสือเต้น
ผมจองที่นั่ง แบบ รถนั่งและนอนป รับอากาศ (JR West) กรุงเทพ-เขื่อนป่าสัก คนละ 620 บาท (ราคารวมขาไปและขากลับ)
โบกี้ที่ผมนั่ง เป็นโบกี้เหมือนกับ รถไฟ จาก กรุงเทพ-เวียงจันทน์ เลย เป็นที่นั่งยาว หรือใครจะไปแอบงีบด้านบนก็ได้นะ มีปลั๊กให้ชาร์จแบตมือถือด้วย
ห้องน้ำสะดวกสบายมีที่ฉีดด้วย
เดินไปกลางขบวน จะมีโบกี้เป็นห้องรวม
ที่ให้ผู้โดยสารมาพักผ่อน ถ่ายรูปกับวิวสวยๆ นั่งชมวิวสองข้างทาง
ต่อมาเป็นโบกี้ห้องอาหาร จะมีอาหารและเครื่องดื่ม
ตื่นตั้งแต่เช้า ยังไม่ได้กินอะไร ก็จัดข้าวไป 1 กล่อง
นั่งกินไป ชมวิวสองข้างทางไป ฟิน สุดๆ
นั่งกินไปไม่นาน รถไฟก็มาถึงเขื่อนป่าสักแล้วครับ ในตอน 9โมง
รอบรถไฟก็จะรายล้อมไปด้วยน้ำ
ให้ความรู้สึกเหมือนรถไฟแล่นกลางทะเล
รถไฟจะจอด เขื่อน (09.20 น.) เป็นเวลา20 นาที
ทุกคนสามารถเดินลงไป ชมวิวทิวทัศน์ของทางรถไฟที่ทอดยาวไปบนผืนน้ำกว้างใหญ่ของเขื่อน
เก็บภาพความประทับใจ ถ่ายรูปกับสะพานรถไฟกลางน้ำสวย ๆ ได้
ครบ20นาที เรากลับขึ้นรถและเดินทางไปสถานีโคกสลุง (09.45 น.)
รถไฟจะจอด 20 นาที
ที่นี่มีสินค้าพื้นเมือง ของฝาก ของที่ระลึก และอาหารอร่อย ๆ ให้เลือกซื้อมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้ ช็อป กิน กัน
ไปเที่ยวกันต่อที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
(10.35น.)ขบวนรถไฟของเราจะพามาจอดที่ ที่หยุดรถเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นเวลา 5 ชั่วโมง
! บริเวณนี้คือพื้นที่สำหรับท่องเที่ยวโดยรอบเขื่อน ทุกท่านสามารถเลือกทำกิจกรรมหรือท่องเที่ยวสถานที่ใกล้เคียงได้ตามความสนใจ
สำหรับท่านที่สนใจชมวิวสันเขื่อน และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เวลา 11.40 น. นี้ ผมนั่งรถรางชมสันเขื่อน
รถรางจะพาเราเดินทางจากบริเวณเขื่อนไปสักการะ
"หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก"
ความพิเศษ คือระหว่างที่รถรางวิ่งผ่าน สันเขื่อน ทุกคนจะได้ฟังเรื่องราวที่น่ารักและน่าสนใจจาก "น้อง ๆ มัคคุเทศก์น้อย" ที่จะมาทำหน้าที่บรรยายประวัติความเป็นมาและความสำคัญของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ด้วยตนเองครับ
ในที่สุดดราก็เดินทางมสถึงพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เป็นที่เคารพสักการะของคนในพื้นที่
"หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก
หลังจากสักการะหลวงปู่ใหญ่ป่าสักแล้ว รถรางจะนำทุกท่านกลับมายังบริเวณที่หยุดรถ ซึ่งทุกคนสามารถพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือเดินเที่ยวชมต่อได้ตามอัธยาศัยครับ
เวลา 13.00 เราไปนั่งรถตู้บริการ เดินทางกันต่อไป ที่ บ้านกล้วย แอนด์ไข ่ คาเฟ่ ที่นี่มีกิจกรรม ให้นมน้องแพะและน้องหมู ถูกๆใจเด็กๆแน่นอน แล้วไปชมไฮไลท์ของที่นี่ คือ สวนดอกไม้ ชมทุ่งดอกทานตะวันและดอกไม้นานานพันธุ์ ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเล่นกัน
เวลา 14.00 เรากลับมาที่เขื่อนป่าสัก เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
ภายในจัดแสดง ปลานานาชนิด ทั้งปลาท้องถิ่นและปลาสวยงาม
ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบนิเวศของเขื่อนและแหล่งน้ำจืดของที่นี่
เที่ยวเสร็จแล้วก็เดินทางกลับมา ขึ้ ที่ ป้ายหยุดรถเขื่อนป่าสัก
ใกล้ถึงเวลาเดินทางกลับแล้วครับ
รถไฟออกจากเขื่อนป่าสัก เวลา 15.30 เดินกลับมากรุงเทพ จะจอดส่งผู้โดยสาร ที่
15.36 แก่งเสือเต้น
16.12 ชุมทางแก่งคอย
16.26 สระบุรี
17.08 อยุธยา
17.48 รังสิต
18.02 สถานีดอนเมือง(ใหม่)
18.28 สถานีชุมทางบางซื่อ
และปลายทางสถานีกรุงเท พหัวลำโพง 18.50
ทริปนี้นะครับ เป็นอีกหนนึ่งที่สนุกมากๆ
สำหรับทริปท่องเที่ยว รถไฟ จุดชมวิวรถไฟลอยน้ำกลางเขื่อน จะมีให้บริการ เฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เดือน พฤศิจกายน ถึง กุมภาพันธ์ปีนี้
#รถไฟลอยน้ำลพบุรี #เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ #รถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ #เที่ยวกับlemon8 #รถไฟลอยน้ํา
สำหรับใครที่กำลังหาทริป “นั่งรถไฟเที่ยว” ใกล้กรุงเทพฯ แบบไม่ต้องค้างคืน เราว่าทริปรถไฟลอยน้ำไป “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” คือคำตอบที่คุ้มมาก โดยเฉพาะคนอยากลองนั่งรถไฟชมวิวแบบชิล ๆ ได้รูปสวย ๆ และใช้เวลาแค่วันเดียวก็กลับถึงบ้านได้ 1) เลือกวันไปให้ถูก (สำคัญมาก) รถไฟลอยน้ำโดยทั่วไปจะเปิดเป็นช่วงฤดูกาล และมักวิ่งเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ (ช่วงประมาณ พ.ย.–ก.พ.) ก่อนเดินทางแนะนำให้เช็กประกาศ/ตารางล่าสุดของการรถไฟฯ อีกครั้ง เพราะบางปีเวลาอาจขยับเล็กน้อย 2) ควรจองตั๋วแบบไหนถึงนั่งสบาย ถ้าอยากนั่งสบายและถ่ายรูปเพลิน ๆ เราแนะนำชั้น 2 ปรับอากาศ (ในทริปนี้ราคาไป-กลับ 620 บาท) จุดที่ชอบคือมีที่นั่งกว้างพอเอนพักได้ มีปลั๊กชาร์จ และห้องน้ำโอเค ทำให้ทริปเช้า ๆ ไม่เหนื่อยเกินไป แต่ถ้าเน้นประหยัดก็มีชั้น 3 ธรรมดา (เคยเห็นราคาแถว ๆ 350 บาทไป-กลับ) อย่างไรก็ดีช่วงคนเยอะอาจแน่นและร้อนกว่า 3) มุมถ่ายรูป “รถไฟลอยน้ำ” ให้ได้ฟีลสุด ไฮไลท์คือช่วงรถไฟแล่นผ่านทางรถไฟกลางน้ำ และตอนจอดให้ลงไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวกลางเขื่อน (ในทริปนี้จอดประมาณ 09:20 น. ราว 20 นาที) แนะนำเตรียมท่า/มุมไว้ล่วงหน้า เพราะเวลาจอดไม่นาน เทคนิคที่เราทำแล้วเวิร์กคือ - ใส่หมวกหรือแว่นกันแดด แดดเช้าแรงแต่รูปออกมาดีมาก - ถ่ายมุมต่ำให้เห็นรางยาว ๆ พาดไปบนผิวน้ำ จะได้ความ “ลอยน้ำ” ชัด - ถ้าอยากได้รูปโล่ง ๆ ให้รีบลงก่อน แล้วค่อยเดินหามุมริมราว 4) แพลนเที่ยว 5 ชั่วโมงที่เขื่อน ทำอะไรได้บ้าง พอลงที่ “ที่หยุดรถเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” จะมีเวลาว่างหลายชั่วโมง เราแนะนำแบ่งเวลาแบบง่าย ๆ - ช่วงแรก: นั่งรถรางขึ้นสันเขื่อน + แวะสักการะหลวงปู่ใหญ่ป่าสัก (ได้ทั้งวิวและความสบายใจ) - ช่วงกลางวัน: หาอะไรรองท้อง (พกขนม/น้ำติดตัวไว้ก็ช่วยมาก) - ช่วงบ่าย: แวะพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หรือไปคาเฟ่ใกล้ ๆ อย่างบ้านกล้วย & ไข่ ถ้าชอบกิจกรรมให้อาหารสัตว์/ถ่ายรูปสวนดอกไม้ 5) ทริคเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ทริปไม่พลาด - ไปถึงสถานีก่อนเวลาอย่างน้อย 30–45 นาที เผื่อหาที่จอดรถ/เข้าห้องน้ำ - พกพาวเวอร์แบงก์ แม้บนรถมีปลั๊ก แต่ช่วงถ่ายรูปเยอะแบตไหลไว - ใส่รองเท้าที่เดินสะดวก เพราะต้องเดินขึ้น-ลงตอนจอดตามจุดต่าง ๆ - ถ้ากลัวเมารถ/เวียนหัว ลองนั่งกลางโบกี้จะนิ่งกว่า โดยรวมแล้ว ถ้าเป้าหมายคือ “ไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” แบบง่าย ๆ ไม่ต้องขับรถเอง ทริปรถไฟลอยน้ำเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและได้วิวสวยจริง แถมกลับถึงกรุงเทพฯ ช่วงเย็นพอดี เหมาะกับคนมีเวลาน้อยแต่ยังอยากออกไปเที่ยวให้หายคิดถึงธรรมชาติ








