ใครกำลังหา “ลิปสติกมิสทีน” อยู่ เราว่าจุดเด่นของ MISTINE คือราคาเข้าถึงง่าย หาซื้อง่าย และมีโทนสีให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่แนวสุภาพไปจนถึงสีชัดๆ สำหรับวันอยากแต่งเต็มขึ้นค่ะ เราเคยหยิบมาลองหลายครั้งเวลาอยากได้ลิปไว้ใช้ทุกวันแบบไม่ต้องคิดเยอะ เลยขอสรุปเป็นรีวิว+ทริคเลือกให้เข้าใจง่ายๆ เผื่อช่วยตัดสินใจได้ สิ่งที่เราดูเป็นอันดับแรกเวลาเลือก “ลิปสติกมิสทีน” คือเนื้อค่ะ โดยรวมที่ลองมา เนื้อจะมีหลายฟีล เช่น เนื้อครีม/ซาตินที่ทาแล้วสบายปาก ให้ความชุ่มชื้นกำลังดี เหมาะกับคนปากแห้ง หรือเนื้อแมตต์ที่สีแน่นกว่า แต่จะต้องเตรียมริมฝีปากก่อนนิดนึง (สครับเบาๆ หรือทาลิปบาล์มแล้วซับออก) จะช่วยให้ลิปไม่ตกร่องและติดทนขึ้น เรื่องความติดทน เราว่าขึ้นอยู่กับเนื้อและวิธีทาค่ะ ถ้าต้องใส่แมสก์หรือกินข้าวบ่อยๆ แนะนำทาเป็น “เลเยอร์” คือทาบางๆ ก่อน 1 รอบ ซับด้วยทิชชู่ แล้วทาซ้ำอีก 1 รอบ สีจะเกาะปากดีขึ้น และช่วยให้หลุดแบบสวยๆ ไม่เป็นคราบ ส่วนใครชอบลุคธรรมชาติให้ดูปากสุขภาพดี ลองแตะลิปตรงกลางปากแล้วเกลี่ยออก (gradient) จะได้ลุคใสๆ และยังติดทนแบบไม่ต้องเติมถี่ค่ะ ทริคเลือกสีลิปสติกมิสทีนให้เข้ากับโทนผิว: - ผิวขาว/ขาวเหลือง: โทนพีช ชมพูนู้ด หรือชมพูอมส้มจะทำให้หน้าดูหวานและสดใส - ผิวกลาง/ผิวสองสี: โทนส้มอิฐ กุหลาบตุ่นๆ แดงอมน้ำตาล จะช่วยขับผิวและดูแพงขึ้น - ผิวแทน: โทนน้ำตาลนู้ด แดงไวน์ หรือแดงเข้มจะเด่นมาก และช่วยให้หน้าคม อีกอย่างที่อยากแชร์คือ เวลาเลือกซื้อให้ดู “การใช้งานจริง” ของเราเป็นหลัก เช่น ถ้าต้องทาไปทำงาน/เรียนทุกวัน ให้เลือกโทนสุภาพอย่างนู้ดอมชมพูหรือพีช และเลือกเนื้อที่ไม่แห้งเกินไป แต่ถ้าต้องออกงานหรืออยากได้รูปสวยๆ ให้เลือกสีแน่นขึ้นอย่างแดงก่ำ/อิฐ และใช้ดินสอเขียนขอบปากช่วยเก็บทรง จะทำให้ลุคเนี้ยบขึ้นมาก สรุปคือ ลิปสติกมิสทีน (MISTINE) เหมาะกับคนที่อยากได้ลิปคุ้มค่า ใช้ได้หลายโอกาส และอยากลองหลายโทนสีโดยไม่ต้องลงทุนสูง แนะนำให้เริ่มจากโทนที่ “ทารอดแน่” อย่างชมพูนู้ดหรือส้มอิฐก่อน แล้วค่อยขยับไปสีเข้มๆ ตามสไตล์ที่ชอบค่ะ
7/16 แก้ไขเป็น