เวลาเราโกรธใครสักคน...

เคยสังเกตตัวเองไหม

ว่าคนที่กำลังถูกทำร้ายมากที่สุด

อาจไม่ใช่คนที่เราโกรธ

แต่เป็นตัวเราเอง

หัวใจเต้นแรงขึ้น

สีหน้าเปลี่ยนไป

ร่างกายเริ่มตึงเครียด

สมองวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ

คิดซ้ำไปซ้ำมา

ทบทวนคำพูดของเขา

นึกถึงสิ่งที่เขาทำกับเรา

และยิ่งคิด...

ยิ่งหนักใจเข้าไปอีก

มันค่อนข้างยากมาก

ที่คนคนหนึ่งจะโกรธใคร

แล้วมีความสุขไปพร้อมกัน

คนมลายูบ้านเรา

ส่วนใหญ่เป็นคนอ่อนโยน

ยิ้มง่าย

เกรงใจผู้คน

แต่บางครั้ง...

ถ้าโกรธใครขึ้นมา

กลับเก็บไว้ในใจได้นานมาก

นานจนฝังใจไปอีกหลายปี

ต่างจากคนอาหรับที่โกรธง่าย

แต่หายเร็ว

เช้าทะเลาะกันแทบเป็นแทบตาย

เย็นกลับนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้

ผมไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร

แต่ผมอยากให้เราลองถามตัวเองว่า

ความโกรธที่เราแบกอยู่ทุกวันนี้

มันกำลังลงโทษใครกันแน่

เพราะ...

คนที่เราโกรธ

เขากำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

กำลังหัวเราะกับคนรักของเขา

กำลังนอนหลับอย่างสบาย

แต่กลับเป็นเรา

ที่ยังแบกเรื่องของเขาไว้ในใจ

จนกินความสุขของตัวเองไปทุกวัน

น่าเสียดายมาก ๆ

ที่เรายอมให้คนคนหนึ่ง

เข้ามาอยู่ในความคิดของเรา

ทั้งที่เขาไม่ได้จ่ายค่าเช่าเลยสักบาท

ความแค้นคือยาพิษ

ที่เราดื่มเอง แต่หวังให้คนอื่นตาย.

| อับดุลเราะห์มาน หะระตี |#ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเราหรอก #ความอดทนทำให้เราไปต่อ #

6/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตจริงผมพบว่าเมื่อเรายึดติดกับความโกรธมากเกินไป เช่น การจดจำคำพูดหรือตั้งใจทบทวนเหตุการณ์ที่ทำให้เราเจ็บใจอย่างซ้ำซาก ร่างกายและจิตใจเราจะได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล หัวใจเต้นแรง เหนื่อยล้า และเครียดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่บทความได้กล่าวไว้ว่า คนที่เราโกรธเขาอาจลืมเรื่องนั้นไปแล้วและกลับไปมีความสุขได้ แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงจมอยู่กับความแค้นนั้นจนไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์คือการฝึกตัวเองให้ 'หยุดลงโทษตัวเองด้วยความผิดของคนอื่น' ตามคำพูดของอับดุลเราะห์มาน หะระตี ความโกรธที่เราแบกไว้เหมือนเป็นยาพิษที่เราดื่มเองโดยหวังให้คนอื่นได้รับผลกระทบจริง ๆ แต่แท้จริงแล้วคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือใจและชีวิตของเราเอง ผมเคยลองเทคนิคง่าย ๆ เช่น การเขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึกเพื่อปลดปล่อยความโกรธ แทนที่จะเก็บไว้เพียงในใจ และการฝึกสติ เช่น การทำสมาธิหรือฝึกหายใจช้า ๆ เพื่อช่วยคลายความตึงเครียดทางอารมณ์ นอกจากนี้ ผมยังพบว่า การมองสถานการณ์จากมุมมองของคนอื่น หรือฝึกให้อภัยเป็นการปลดปล่อยที่ช่วยให้ใจสงบขึ้นมาก สำหรับคนที่เป็นคนอ่อนโยนหรือมักเก็บความโกรธไว้ในใจนาน ๆ อย่างคนมลายูบ้านเรา การเรียนรู้วิธีปล่อยวางความโกรธเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเก็บไว้ต่อไปนาน ๆ จะทำให้อารมณ์แย่ลงและอาจฝังใจจนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างสบายใจ สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนลองถามตัวเองดูว่าความโกรธที่แบกไว้ในใจนั้น กำลังทำร้ายเราหรือคนอื่นกันแน่ แล้วลองเลือกที่จะปล่อยวาง เพื่อคืนความสุขและความสงบแก่ใจเราเองบ้าง เพราะชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับความแค้นที่ไม่สร้างประโยชน์ใด ๆ เลย