2025/9/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนได้เผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนบริษัทผลิต EV กว่า 400 แห่ง ต้องปิดตัวลงหรือเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ส่งผลให้มีรถยนต์ไฟฟ้าถูกทิ้งร้างจำนวนมาก นับล้านคันทั่วชนบทจีน สิ่งนี้เกิดจากภาวะการผลิตเกินความต้องการ ผสมกับปัญหาทางเศรษฐกิจและนโยบายสนับสนุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจีนยังเตือนผู้ผลิต EV ให้หยุดสงครามด้านราคาเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเข้มงวด ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม EV ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ASEAN ที่ได้รับผลประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินลงทุนและความสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีฐานการผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่และได้ใช้มาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยประกาศนโยบาย 30@30 ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตรถไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2030 พร้อมการสนับสนุนการลงทุนจากบริษัทจีน เช่น BYD และ Great Wall Motor นอกจากนี้ ไทยกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายจากเมืองหลวงสู่เมืองรองมากขึ้น ด้วยแผนการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าประมาณ 7,000 แห่งภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนหลักทั้งในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังมีการเติบโตของสัดส่วนการขาย BEV (Battery Electric Vehicles) อย่างชัดเจน โดยมีแบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยรุ่นยอดนิยมที่ราคาจับต้องได้ ทำให้ผู้บริโภคทั้งในเมืองและชนบทสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาด ASEAN โดยรวมก็ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอินโดนีเซียมาเลเซีย และเวียดนาม ที่เน้นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่และชิ้นส่วน EV สภาพแวดล้อมนี้ชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ด้วยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ไทยสามารถต่อยอดโอกาสนี้สร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาด EV โลก