การเมืองในที่ทำงาน

ทำไมการทำงานถึงกลายเป็น

‘เกมการเมือง’:

เมื่อออฟฟิศไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่คือสนามรบจำลอง

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมพฤติกรรมขัดขา ชิงดีชิงเด่น หรือการใส่ร้ายป้ายสีในที่ทำงาน ถึงถูกประทับตราว่าเป็น "การเมืองในองค์กร" (Office Politics) ทั้งที่ในพจนานุกรมฉบับทั่วไป การเมืองควรหมายถึงเรื่องของระดับประเทศหรือรัฐบาล

คำตอบสั้นๆ คือ

เพราะ

"ที่ใดมีอำนาจและผลประโยชน์

ที่นั่นมีการเมือง"

1. สงครามแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด

ในทางรัฐศาสตร์ การเมืองคือศิลปะของการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (Limited Resources) ให้กับคนที่มีความต้องการไม่จำกัด ในองค์กรก็เช่นกัน ตำแหน่งเก้าอี้ผู้บริหารมีตัวเดียว งบประมาณโครงการมีก้อนเดียว หรือแม้แต่ความดีความชอบจากหัวหน้าก็มีขีดจำกัด เมื่อ "ผลงาน" อย่างเดียวไม่สามารถการันตีได้ว่าใครจะได้ครอบครองทรัพยากรเหล่านั้น พฤติกรรมแบบนักการเมืองจึงอุบัติขึ้น เพื่อทำลายคู่แข่งและแย่งชิงพื้นที่ยืนให้ตัวเอง

2. อำนาจมืดและเครือข่ายเส้นสาย

องค์กรทุกแห่งมี "ผังองค์กร" (Formal Structure) ที่บอกว่าใครใหญ่กว่าใคร แต่ในการปฏิบัติจริง มักจะมี "อำนาจแฝง" (Informal Power) ซ่อนอยู่เสมอ เปรียบได้กับ "ผู้มีอิทธิพล" ในแวดวงการเมือง พฤติกรรมที่เรียกว่าการเมืองในองค์กร คือการใช้เส้นสาย การสร้างพวกพ้อง หรือการเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นการใช้อำนาจนอกระบบมาตัดสินผลแพ้ชนะ มากกว่าจะสู้กันด้วยเนื้อผ้าของงาน

3. การรักษาฐานอำนาจ (Survival of the Fittest)

ในสนามการเมือง การทำลายฝ่ายตรงข้ามมักทำเพื่อ "ความอยู่รอด" หรือการรักษาฐานเสียง ในที่ทำงานก็ไม่ต่างกัน พฤติกรรมเลื่อยขาเก้าอี้หรือการสกัดกั้นคนเก่งๆ มักเกิดจากความกลัวว่าตนเองจะสูญเสียสถานะหรือความสำคัญไป การกำจัดศัตรูทางการเมืองจึงเป็นกลยุทธ์เชิงรับเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายขึ้นมาแทนที่ตน

4. ภาพลักษณ์และการทูต (Impression Management)

นักการเมืองเก่งเรื่องการสร้างภาพลักษณ์และการใช้คำพูดเพื่อให้ตัวเองดูดีและฝ่ายตรงข้ามดูแย่ ในองค์กรเราจึงเห็นการ "เคลมผลงาน" หรือการ "โยนความผิด" (Blame Culture) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับการหาเสียงและโจมตีคู่แข่งทางการเมือง เพื่อบิดเบือนความเป็นจริงให้เข้าทางฝั่งตนเองมากที่สุด

บทสรุป

เราเรียกพฤติกรรมทำลายกันว่า "การเมือง" เพราะมันคือการเปลี่ยนสนามรบที่ควรจะเป็นเรื่องของ "เหตุผลและผลงาน" ให้กลายเป็นเรื่องของ "อำนาจและผลประโยชน์"

ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างที่มีลำดับขั้นและความต้องการความก้าวหน้า "การเมืองในองค์กร" ก็เปรียบเสมือนเงาตามตัวที่สลัดไม่หลุด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหนีไปให้พ้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะอ่านเกมให้ขาด เพื่อปกป้องตัวเองและรักษาความถูกต้องเอาไว้ให้ได้ในโลกของการทำงาน

4 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ทำงานในหลายองค์กร ฉันพบว่า การเมืองในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่แทบทุกคนต้องเผชิญในบางจังหวะของการทำงานจริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะ 'อ่านเกม' หรือเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจน เช่น เวลาที่เห็นใครบางคนพยายามเกทับหรือจัดตั้งกลุ่มพวกพ้อง เราควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรคือผลประโยชน์ที่เขากำลังจะได้ และเราควรวางตัวอย่างไรให้ไม่ตกเป็นเป้าหมายของการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ขณะที่องค์กรมักมีผังโครงสร้างอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริง อำนาจที่แท้จริงอาจแฝงอยู่ในเครือข่ายไม่เป็นทางการ คนที่รู้จักผู้มีอิทธิพลหรือสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมักจะได้เปรียบ ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือในที่ทำงานจึงมีความสำคัญมากกว่าการเน้นเพียงแค่ผลการทำงานเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การรักษาฐานอำนาจและการจัดการภาพลักษณ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดในหลายองค์กร มีคนที่ใช้วิธีการเคลมผลงานหรือโยนความผิดให้ผู้อื่นเพื่อปกป้องสถานะของตัวเอง เราควรระวังกับพฤติกรรมเหล่านี้และหมั่นตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือปฏิบัติตาม เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของการเมืองในองค์กรดีขึ้น เราก็สามารถวางแผนปกป้องตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าต้องเล่นเกมการเมืองเหมือนกัน แต่ควรใช้ความรู้เรื่องนี้เพื่อหลีกเลี่ยงกับดัก และสร้างความมั่นคงในเส้นทางอาชีพของเราอย่างชาญฉลาดและเป็นมืออาชีพมากขึ้น