ดัชนีมวลกาย

ชวนทุกคนมาเช็คดัชนีมวลกายด้วยกันครับ💪

ดัชนีมวลกายคืออะไร? ค่า BMI คำนวณ อย่างไร? แบบไหนเรียกว่าอ้วน?

เวลาส่องกระจกเต็มตัวหลายคนคงเคยสงสัยกับตัวเองไม่น้อยว่า หุ่นของตัวเองที่เห็นผ่านกระจกเงาอยู่ตอนนี้ เป็นหุ่นที่มีความเหมาะสมแล้วหรือยัง น้ำหนักตัวมีความสมดุลกับส่วนสูงแล้วหรือยัง อ้วนเกินไป หรือผอมเกินไปหรือเปล่า แน่นอนว่ามองด้วยตาเปล่าคงไม่สามารถตอบได้แบบชัดเจนว่าน้ำหนักตัวของเราสมดุลกับส่วนสูงแล้วหรือยัง น้องแคร์จะพาทุกคนมารู้จักเครื่องมือที่จะสามารถตอบข้อสงสัยนี้ได้แบบชัดเจนมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ BMI นั่นเอง

ค่าดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI คืออะไร?

ค่า BMI หรือ ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) คือ มาตรฐานการชี้วัดความสมดุลของร่างกาย เป็นการนำค่าของน้ำหนักตัว (หน่วยกิโลกรัม) มาหารด้วยตัวเลขส่วนสูงยกกำลังสอง (หน่วยเมตร) โดยการคำนวณหาค่า BMI ด้วยสูตรนี้จะสามารถใช้ได้ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีเป็นต้นไป ตัวเลขค่า BMI ที่ได้จากการคำนวณก็จะเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นได้ว่าน้ำหนักตัวของคุณ ณ ปัจจุบันมีความสมดุลหรืออยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ อ้วนเกินไป ผอมเกินไป หรือ ค่า BMI ปกติดีอยู่แล้ว

สูตรคำนวณ BMI = น้ำหนัก (หน่วยกิโลกรัม) / ส่วนสูง x ส่วนสูง (หน่วยเมตร)

นอกจากนี้ค่า BMI ยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงปัญหาสุขภาพของคุณในอนาคต อย่างเช่น ภาวะโรคอ้วน ได้อีกด้วย เป็นเสมือนการประเมินร่างกายโดยรวมที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเผาผลาญอาหารในร่างกายของเราว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด หากค่าดัชนีมวลกายที่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็แสดงว่าร่างกายของเรามีการเผาผลาญได้เป็นอย่างดี อาหารที่รับประทานไม่มีผลทำให้เกิดภาวะอ้วนเกินไปจนค่า BMI เกินมาตรฐาน ทั้งนี้การคำนวณค่าดัชนีมวลกายนั้นอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักของเราจากค่าดัชนีมวลกายที่คำนวณได้ โดยสามารถแบ่งเกณฑ์ค่าดัชนีมวลกายได้ ดังนี้

ค่าดัชนีมวลกาย น้อยกว่า 18.50

น้ำหนักน้อยเกินไปหรือผอมเกินไป ส่วนสูงไม่สัมพันธ์กับน้ำหนักตัว สูงมากแต่น้ำหนักตัวน้อยเกินไป มีความเสี่ยงในเรื่องการรับสารอาหารไม่เพียงพอ ได้รับพลังงานในแต่ละวันไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนเพลียมากกว่าปกติ

ค่าดัชนีมวลกาย 18.50 – 22.90

น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่า BMI ปกติ เหมาะสมสำหรับคนไทย มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ ภาวะโรคอ้วนน้อยที่สุด ใครที่คำนวณค่า BMI ออกมาอยู่ระหว่างค่านี้ควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับค่า BMI ปกติ เช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี

ค่าดัชนีมวลกาย 23.00 – 24.90

น้ำหนักตัวของคุณกำลังมากเกินไป น้ำหนักตัวเริ่มมากไม่สัมพันธ์กับส่วนสูง เป็นค่าตัวเลขที่บ่งบอกว่าคุณควรจะต้องเริ่มควบคุมน้ำหนักบ้างแล้ว เพื่อให้ค่า BMI ปกติเช่นเดิม

ค่าดัชนีมวลกาย 25.00 – 29.90

หากคุณคำนวณค่าดัชนีมวลกายแล้วได้ตัวเลขที่ระหว่าง 25.00 – 29.90 นั่นหมายความว่า คุณกำลังเข้าสู่ภาวะโรคอ้วนระดับที่ 1 แม้จะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ถือว่าอ้วนมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เช่นกัน ควรรีบควบคุมน้ำหนักตัว ปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อให้น้ำหนักกลับมาสัมพันธ์กับส่วนสูง

ค่าดัชนีมวลกาย 30.00 ขึ้นไป

บ่งบอกถึงความอันตราย คุณกำลังมีน้ำหนักตัวมากจนเกินไป ในระดับอ้วนอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงเรื้อรังที่มากับความอ้วน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ ภาวะโรคอ้วน ซึ่งหากคุณคำนวณค่า BMI แล้วอยู่ในระดับนี้ คุณจะต้องเคร่งครัดในการปรับพฤติกรรมกินร่วมกับการออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลงจนสามารถสัมพันธ์กับส่วนสูง ค่า BMI ปกติเช่นเดิมได้ และควรวางแผนตรวจสุขภาพและปรึกษาหมออย่างต่อเนื่อง

สำหรับการคำนวณค่า BMI ของวัยเด็กจะมีความแตกต่างกับการวัดค่า BMI ในผู้ใหญ่บ้างเล็กน้อย แม้จะมีการใช้สูตรในการคำนวณค่าดัชนีมวลกายสูตรเดียวกัน แต่สำหรับการอ่านค่า วัดค่าของเด็กจะต้องใช้แผนภูมิเฉพาะอายุและเพศร่วมด้วย เนื่องจากการเจริญเติบโต น้ำหนัก ไขมันของเด็กแต่ละเพศแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในการอ่านค่า วัดผลค่าดัชนีมวลกายในเด็ก จะต้องเทียบกับแผนภูมิ ดังนี้

หากตัวเลขค่า BMI ที่ได้มีค่าน้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 แสดงว่าเด็กมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป

หากตัวเลขค่า BMI ที่ได้มีค่าอยู่ระหว่างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 แต่น้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 แสดงว่าเด็กมีน้ำหนักตัวเหมาะสม

หากตัวเลขค่า BMI ที่ได้มีค่าอยู่ระหว่างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 แต่น้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 แสดงว่าเด็กมีน้ำหนักตัวเกิน

หากตัวเลขค่า BMI ที่ได้มีค่ามากกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 เป็นต้นไป แสดงว่าเด็กมีภาวะอ้วน

อย่าเข้าใจผิด! ค่า BMI ไม่ใช่การหาปริมาณไขมันในร่างกาย

เมื่อพูดถึงค่า BMI หลายคนอาจมีการเข้าใจผิด คิดว่าค่า BMI นั้นสามารถหาค่าปริมาณไขมันในร่างกายได้ด้วย แต่จริง ๆ แล้วค่า BMI เป็นเพียงค่าที่ใช้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัวเมื่อเทียบกับส่วนสูงเท่านั้น ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่ามี ปริมาณไขมันในร่างกายมากเท่าไร ดังนั้นหากคุณต้องการทราบปริมาณไขมันในร่างกายคุณจะต้องใช้อีกสูตรในการคำนวณหา โดยนำค่า BMI ที่ได้จากการคำนวณ นำไปคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ไขมันต่อได้ ดังนี้

สูตรคำนวณปริมาณไขมันสำหรับเพศหญิง = (1.2 x ค่า BMI) + (0.23 x อายุเป็นปี) – 5.4

สูตรคำนวณปริมาณไขมันสำหรับเพศชาย = (1.2 x ค่า BMI) + (0.23 x อายุเป็นปี) – 16.2

โดยปริมาณไขมันที่อยู่ในเกณฑ์ปกติเหมาะสม ควรจะมีค่าเฉลี่ยตัวเลขอยู่ที่ 15 – 20% สำหรับเพศชาย และ 25 – 30% สำหรับเพศหญิง

ค่า BMI มีความสำคัญอย่างไร?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ค่าดัชนีมวลกายเป็นเครื่องมือช่วยด้านสุขภาพที่ดีที่ทำให้เราสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่าน้ำหนักตัว ณ ปัจจุบันเมื่อเทียบกับส่วนสูงแล้ว มีความสมดุลหรือไม่ หากมากไปหรือน้อยไป ก็จะทำให้เราสามารถวางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ช่วยทำให้น้ำหนักตัวของเราเหมาะสมกับส่วนสูงได้ และยังเป็นการช่วยประเมินความเสี่ยงในด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากค่า BMI ไม่ปกติได้อีกด้วย เช่น การมีโอกาสเกิดภาวะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ การขาดสารอาหาร รวมไปถึงโรคทางกระดูกอย่างข้อเข่าข้อเท้าเสื่อม เนื่องจากน้ำหนักเกิน เป็นต้น แต่ทั้งนี้ค่าดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI นั้นไม่สามารถที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคหรือใช้บอกข้อมูลที่แท้จริงของร่างกายได้แบบเป๊ะ ๆ เพียงแต่จะเป็นการคาดคะเนแนวโน้มของสุขภาพร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น

ซึ่งจริง ๆ แล้วการคำนวณหาว่าน้ำหนักตัวเรา ณ ขณะนี้มีความสมดุลหรือไม่นั้น นอกจากการคำนวณหาด้วยค่า BMI แล้วยังสามารถใช้สูตรการวัดรอบเอวในการคำนวณได้ด้วย โดยการนำส่วนสูง (หน่วยเซนติเมตร) หาร 2 ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับตัวเลขรอบเอวของคุณที่ไม่ควรเกินจากค่านั้น หรือคำนวณโดยใช้สูตรการวัดจากความสูง นำส่วนสูงลบ 110 สำหรับผู้หญิง หรือนำส่วนสูงลบ 100 สำหรับผู้ชาย ก็จะได้ค่าตัวเลขที่เป็นน้ำหนักตัวที่เหมาะสมที่ไม่ควรเกิน เป็นต้น

Cr.ที่มาข้อมูล👉https://rabbitcare.com

Cr.ที่มาของภาพ👉https://estheticland.com

สนใจลดน้ำหนักคลิกข้อมูลเพิ่มเติม👉 https://nutrilite.co.th/.../weight.../about-body-key/page/1

บอดี้คีย์👉https://th.ashare.me/23CEtoIY

AG60DAYS ลดน้ำหนัก👉https://th.ashare.me/22DX1cJt

Protein Plus👉https://th.ashare.me/23DV8qP8

All Plant Protein👉https://th.ashare.me/23DV8qP8

โปรตีน 5 แบบ 5 รสชาติ👉https://th.ashare.me/23GCD9cR

DoubleX👉https://th.ashare.me/23FREjMh

Omega3👉https://th.ashare.me/23FRi8gB

คลิกผลิตภัณฑ์อื่นๆ 👉https://linktr.ee/Allbest2S

My Page👉https://www.facebook.com/Allbest2S

#AG60DAYS #กินของดีมีประโยชน์ #กินเป็นผอมได้ #กินเป็นไม่อ้วน #ปรับการกิน #ปรับจังหวะการกิน #กินเพื่อสุขภาพดี #nutrilite #nutrilitethailand #healthy #healthylifestyle #สุขภาพ #Allbest #AllbestCreators #AllbestHealthandWellbeing #ลดน้ำหนัก #ลดไขมัน #ลดความอ้วน

อำเภอหาดใหญ่
2025/11/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนพอเห็นเลขแล้วจะงงว่า “BMI 18.5 คืออะไร”, “BMI 25/30 นี่ถือว่าอ้วนแค่ไหน” หรือ “BMI 20 ผู้หญิงปกติดีไหม” เราลองสรุปแบบที่ใช้เช็คตัวเองได้เร็ว ๆ และตีความให้ใกล้เคียงชีวิตจริงมากขึ้นค่ะ/ครับ 1) หาค่า BMI (ทำเองได้ใน 10 วิ) สูตร: BMI = น้ำหนัก(กก.) ÷ (ส่วนสูงเป็นเมตร)^2 ตัวอย่าง: สูง 160 ซม. (1.60 ม.) หนัก 60 กก. BMI = 60 ÷ (1.60×1.60) = 60 ÷ 2.56 = 23.4 (เริ่มเกินเกณฑ์ปกติคนไทย) 2) เกณฑ์คนไทยอ่านยังไง (ช่วยตอบว่า “BMI เกิน” คือเท่าไหร่) - BMI < 18.5 = ผอม/น้ำหนักน้อย - 18.5–22.9 = ปกติ (ช่วงที่มักอ้างถึงว่าเหมาะกับคนไทย) - 23.0–24.9 = เริ่มน้ำหนักเกิน - 25.0–29.9 = อ้วนระดับ 1 (หลายคนค้นว่า BMI 25, BMI25) - ≥ 30 = อ้วนระดับ 2/อ้วนมาก (เช่นคำค้น BMI 30) 3) แล้ว “รูปร่างเป็นอย่างไร” ถ้า BMI 20, 25, 30 (โดยประมาณ) ข้อนี้ต้องบอกตรง ๆ ว่า BMI วัดจากน้ำหนักกับส่วนสูง จึงไม่ได้บอกสัดส่วนหรือไขมันจริง 100% แต่ให้ภาพคร่าว ๆ ได้ - BMI ~20 (ผู้หญิง/ผู้ชาย) มักดูค่อนข้างเพรียว สุขภาพโดยรวมมักดีถ้ากินครบและมีกล้ามเนื้อพอ - BMI ~25 หลายคนจะเริ่มมีพุงน้อย ๆ ต้นแขน/ต้นขาแน่นขึ้น เสื้อผ้ารัดง่าย เหนื่อยง่ายขึ้นเวลาขึ้นบันได - BMI ~30 มักเห็นรอบเอวชัด เสื้อผ้าคับมากขึ้น นอนกรน/หอบง่ายขึ้นในบางคน และความเสี่ยงโรคเรื้อรังจะสูงขึ้นตามที่บทความพูดไว้ 4) ผู้หญิงดู BMI ต่างจากผู้ชายไหม? วิธีคำนวณเหมือนกันค่ะ/ครับ (คำค้น “BMI ของผู้หญิง” เจอบ่อย) แต่ “รูปร่าง” อาจต่างกันเพราะสรีระและมวลกล้ามเนื้อ เช่น ผู้ชายมีกล้ามมากอาจ BMI สูงทั้งที่ไม่อ้วน ส่วนผู้หญิงบางคน BMI ปกติแต่มีไขมันหน้าท้องได้ 5) ถ้า BMI เกิน (23+) ควรเริ่มทำอะไรแบบไม่เครียด - เริ่มจากวัดรอบเอวคู่กัน: รอบเอวที่ลดลงมักสะท้อนไขมันหน้าท้องได้ดีกว่า BMI - ปรับกินแบบทำได้จริง 2 อย่างก่อน: ลดน้ำหวาน/ชาไข่มุก/น้ำอัดลม และเพิ่มโปรตีนในมื้อหลัก (อิ่มนาน ลดจุกจิก) - ขยับให้ได้สม่ำเสมอ: เดินเร็ว 20–30 นาที 4–5 วัน/สัปดาห์ + เวทเบา ๆ 2–3 วัน จะช่วยให้ BMI ลงแบบไม่เสียกล้าม 6) ข้อควรรู้ก่อนสรุปว่า “อ้วนหรือไม่อ้วน” BMI เป็นตัวคัดกรอง ไม่ใช่การวัดไขมันโดยตรง ถ้าเป็นคนเล่นเวท กล้ามเนื้อเยอะ หรือรูปร่างแบบ “ลงพุง” แนะนำดูรอบเอว/เปอร์เซ็นต์ไขมันร่วมด้วย จะตอบโจทย์คำถาม “แบบไหนอ้วน?” ได้ชัดกว่า ทริคส่วนตัว: เราชอบเช็ค BMI คู่กับรอบเอวทุกเดือน แล้วตั้งเป้าลดแบบค่อยเป็นค่อยไป (0.5–1 กก./สัปดาห์) รู้สึกทำได้จริงและไม่หลุดง่ายค่ะ/ครับ