สาระเศร้า EP — 18 บลูลี่

สาระเศร้า EP — 18 บลูลี่

นอกจากครอบครัวแล้ว “เพื่อน”

ก็คืออีกโลกหนึ่งในชีวิต

และโลกใบนั้น… ไม่ได้ใจดีกับผมเลย

ผมเรียนในโรงเรียนชายล้วนครับ

ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านใกล้โรงเรียน

มันทำให้ผมไม่ต้องตื่นเช้ามาก

และก็สะดวกกับการไปกลับด้วย

ผมอยู่กับย่าตามสำพัง 2 คนครับ

ตอนประถม 1 - ประถม 6

ด้วยความเป็นห่วง ย่า จะมาหาผม

ตอนพักเที่ยงเสมอ

แน่นอน การที่ย่ามาหาตลอด

มันก็สร้างรอยแผลเล็กให้ผมเหมือนกัน

ตอน ป.1ถึง ป.4 มันไม่ได้เห็นหรอกครับ

เพราะเด็กๆกันมาก

มันเริ่มตอนป.5 ป6 นี่แหละครับ

เพราะมีการย้ายห้อง

ทำให้เพื่อนๆต้องกระจายกัน

และผมก็มีเพื่อนใหม่

ช่วงเวลานั้นผมรู้สึกแย่มากๆ

เพราะเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น

การดูถูกก็เริ่มเข้ามาให้ผมได้สัมผัส

การล้อชื่อพ่อ แม่ หรือ การทำร้าย

เริ่มมาถึงตัวผม

การอายที่ย่ามาหา ยิ่งทำให้ผมเจ็บปวด

การล้อเลียน ว่า ไอ้ลูกแหง่ ไอ้ย่ามาคุม

มันหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มหนีเพื่อนๆ

พักเที่ยงที่ย่าไม่มา ผมก็ไปหลบในห้องเรียน

แต่ผมก็พยายาม เข้ากับเพื่อน

แม้จะต้องซื้อบอลพลาสติกทุกวัน

ถ้าไม่ได้ซื้อต้องซื้อต่อเพื่อน

เพื่อได้เล่นกับเพื่อนๆในห้อง

จนผมขึ้นมัธยม

การล้อชื่อพ่อชื่อแม่ เริ่มธรรมดาไปแล้ว

การทำร้ายร่างกาย เข้ามาแทนที่

แน่นอนครับ ผมเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้สัมผัส

มือ และ เท้า ของเพื่อนๆบ่อยมาก

ทั้งจากการ ตั้งใจเตะบอลไม่โดน

มาเตะอัดขาแทน หรือหารโดนบอลพลาสติก

เตะอัดที่น่องหลายที เพราะเล่นบอลแพ้

มันก็ยังธรรมดา เกินไปสำหรับผม

แต่ก็หลายๆครั้ง ห้องเรียนตอนพักเที่ยง

มันไม่ใช่ที่ปลอดภัย เหมือนกัน

ยิ่งพยายามหนี พวกเพื่อนใจเกเรของผม

ก็ยิ่งหาผมเจอตลอดเวลา

ที่เงียบสงบอย่างห้องสมุดก็ยังไม่ได้ปลอดภัย

เท่าห้องน้ำ ข้างสนามกีฬา

การไปหลบในห้องน้ำ จนถึงเวลาเรียน

มันปลอดภัย กว่าเยอะ เลวร้ายสุดแค่โดนน้ำราดเข้ามา

และวันที่เลวร้ายที่สุดของผมมันก็เกิดขึ้น

ก็คือตอน ม.4 ห้องผมเป็นห้องที่รวมเหล่า

อาชญากรนักเรียนทั้งหมด มาไว้กับเด็กเนิร์ด

ความซวยซ้ำซวยซ้อนเริ่มแทรกซึมผมมา

วันที่ผมรู้ตัวว่าผมต้องโดนเพื่อนๆแกล้งแน่

สายตาหลายคู่จับจ้องผม เหมือนเป็นเหยื่อ

วันที่เหล่าเพื่อนๆเกินครึ่งห้อง พร้อมใจ

ให้ผมเป็นเป้านิ่งที่มีชีวิต

และอาจารย์ ก็ไม่ได้เข้ามาสอน

ในคาบสุดท้ายเพราะติดประชุมกีฬาสี

ทุกคนรอคอยจังหวะที่ผมลุกออกจากห้อง

เพื่อไปห้องน้ำ ระหว่างทางหลังจากที่ผมเปิดประตูออกมา

ผมได้ยินเสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าจำนวนมาก

ออกมาจากประตูหลังผมเดินออกมาไม่นาน

ผมเห็นเพื่อนๆผมวิ่งกรูกันมาอย่างไว

ผมพยายามหนีจากตึกนึงไปอีกตึกนึง

จนผมโดนต้อนจนมุม ที่ห้องน้ำเด็กประถม

ทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเท้า

กระหน่ำมาที่ผม อย่างนับไม่ถ้วน

ผมได้แต่นั่งกอดตัวเอง ข้างๆที่ปัสสาวะ

ผ่านไป 5 นาที เพื่อนๆผมคงเหนื่อย

และกลัวใครมาเห็นก็เลยหยุดลง

ทิ้งไว้เพียงรอยรองเท้านันยางสีดำ

ผมค่อยๆลุกขึ้น ถอดเสื้อออก

ค่อยๆซักเสื้อ และ สะบัดเสื้อให้แห้งไวๆ

และหลบอยู่ในห้องน้ำที่อื่น ที่ไม่คิดว่าจะมีใครเจออีก

จนกว่าเลิกเรียน ค่อยกลับห้องไปเอากระเป๋าเรียน

วันนั้นใจผมไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวเลย

ผมค่อยๆเดินกลับบ้าน

และได้ยินเสียงย่าตะโกนมาตอนเปิดประตูบ้านว่า

“ วันนี้เล่นบาสมาหรอ กลับมาเย็นจัง

ไปอาบน้ำนะ แล้วมากินข้าว ”

ไม่น่าเชื่อเลย คำพูดของย่า

เป็นยิ่งกว่าเวทย์มนต์สะอีก

หัวใจที่แตกสลายเป็นชิ้นๆ

มันประกอบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

แล้ววันนี้ก็จบลงไป พร้อมวันใหม่ที่กำลังมาถึง

“ บางที… โลกทั้งใบอาจโหดร้าย

แต่เพียงประโยคธรรมดาของคนที่รักเรา

ก็เพียงพอจะทำให้เรายืนต่อไปได้ ”

#สาระเศร้า #ถามตอบปัญหาหัวใจ #lemon8ไดอารี่ #ติดเทรนด์ #Lemon8ฮาวทู

2025/8/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในสังคมไทย การบลูลี่ในโรงเรียนยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจและพัฒนาการของเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ในเรื่องเล่าที่สะท้อนให้เห็นถึงการถูกล้อเลียนเพราะความเป็นเด็กบ้านใกล้โรงเรียนและการต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เลือกใช้ความรุนแรง เป็นภาพสะท้อนของปัญหาการบลูลี่ที่เกิดขึ้นจริงในหลายโรงเรียน การเผชิญหน้ากับบลูลี่ไม่เพียงแค่ทำให้เด็กได้รับบาดแผลทางร่างกาย แต่ยังสร้างบาดแผลทางใจที่ลึกซึ้ง ยิ่งในวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเองและต้องการความยอมรับจากกลุ่มเพื่อน การถูกกีดกันหรือรังแกนั้น จะส่งผลกระทบทั้งในการเรียนและสภาพจิตใจในระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องคือการที่ผู้เล่าได้รับกำลังใจจากความรักของย่า ถึงแม้จะถูกล้อว่า "ไอ้ลูกแหง่ ไอ้ย่ามาคุม" แต่ความรักและคำพูดธรรมดาของคนใกล้ตัว กลับกลายเป็นเวทมนต์ที่ช่วยให้เขายืนหยัดและผ่านพ้นความยากลำบากนั้นไปได้ ซึ่งแสดงให้เห็นพลังของครอบครัวและคนที่รักเราเป็นหนึ่งในเกราะป้องกันทางใจที่สำคัญ หากเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อการบลูลี่ได้รับการรับฟังและดูแลจากผู้ใหญ่ในโรงเรียนและครอบครัวอย่างจริงจัง เรื่องเล่าเช่นนี้จะลดลงและสภาพแวดล้อมทางการศึกษาจะดีขึ้น การสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่ยอมรับความแตกต่าง การมีโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบลูลี่ รวมถึงการปลูกฝังความเมตตาและเห็นอกเห็นใจ จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น สำหรับผู้ปกครองและครูอาจารย์ การสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของเด็กและกลุ่มเพื่อนก็ควรให้ความสำคัญ เช่นการที่เด็กหันหลบซ่อนตัวเองหรือปฏิเสธการเข้าสังคม เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม การสนทนาเปิดใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจจะช่วยให้เด็กกล้าบอกเล่าปัญหาที่พบ โดยรวมแล้วการบลูลี่เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและอบอุ่นสำหรับทุกคน การได้อ่านเรื่องราวจากมุมมองของผู้ที่ผ่านประสบการณ์จริงนั้น ช่วยสร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้สังคมหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจังมากขึ้น

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ สาระเศร้า
สาระเศร้าผู้สร้าง

เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันไหมครับ