5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในชีวิตการทำงานเกือบ10ปี 🥹👩🏻‍💻

ทุกคนคะ ปีนี้ทำงานครบ10 ปีแล้วค่า 😂 เวลาผ่านไปเร็วมากหันมาอีกทีสิบปีแล้วค่ะ 👵🏼🥲

อยากเขียนบทความยาวๆแนว corporate, first jobber จากประสบการณ์คนทำงานมาครบ10 ปีถ้วนค่ะ 🥹🎉

1. Please be overprepared 💪

Overprepared is always better than underprepared

- เป็นสิ่งที่อยากเตือนใจตัวเองและบอกน้องๆทุกคนเสมอว่า ก่อนส่งงานทุกอย่าง please review📍ไม่ว่าจะเป็น typos หรือ formatting issues ต่างๆ 🤓

ฟังดูเบสิคมาก แต่บอกเลยคนทำงานมานานหลายคนก็ยังพลาดจุดนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่แก้ไขง่ายมากที่สุดแล้วแทบไม่ต้องใช้สมองเลย😂 แค่ให้เวลากับมันเพิ่ม ตรวจงานตัวเอง เช็คความเรียบร้อยความถูกต้อง ✅

- ก่อนเข้ามีตติ้งหรือพรีเซ้นงาน หรือเข้าไปปรึกษาหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานอย่าลืมตอบตัวเองให้ได้ว่า objective ของสิ่งนี้คืออะไร, เรามี proposed solution ไปมั้ย (ไม่ควรไปแบบสมอง blank พี่ว่าหนูทำไงดีคะ🥹) และ action อะไรที่เราต้องการจากสิ่งนี้ เราจะทำอะไร เราอยากให้เขาทำอะไร ไม่งั้นเราก็จะ lostไปหมด และบางทีคุยไปสองชม.จบแล้วก็ไม่เข้าใจว่าต้องการอะไรอยู่ดี😂

- ต้องบอกว่าสำหรับเด็กจบใหม่หรือทำงานมาสองสามปี คนไม่น่าจะคาดหวังว่าจะต้องเป็นคนเก่งรู้ทุกอย่าง มี industry knowledge และ expertise ใดๆอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้ก็คือ bring good energies 😇🪽ตื่นตัว มี ownership รับผิดชอบงานของตัวเอง เท่านี้ก็น่าประทับใจ และทำให้คนอยากทำงานกับเราแล้ว🫰🏻✨

2. Trust takes time to earn

มองการสร้าง trust เป็น gradual process เหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ไช่ short sprint🏃‍♀️💨

ต้องบอกว่ามันยากมากที่จู่ๆ ทุกคนจะเชื่อถือเราและยอมรับเรา 🙅🏻‍♀️ไม่ไช่แค่ one presentation หรือ one task ที่เราทำได้ดีหรือ one week dedication

ดังนั้นอย่าพึ่งรู้สึกท้อถ้าสิ่งที่เราทำทุกคนดูเหมือนมองไม่เห็น ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กจบใหม่อย่างเดียว ทำงานนานแต่ย้ายงานก็เจอปัญหานี้กันหมด😂 ดังนั้นมองให้เป็น long journey ค่ะ✨💪

3. Ugly truth: Trust is very easy to break 🥹

ต้องบอกว่าตอนเราทำงานใหม่ๆ เคยมีพี่ที่ทำงานสอนเราว่าให้ be mindful มากๆ เวลาได้รับ comment/ feedback เพราะมันยากมากที่จะกู้ trust กลับมาถ้าเรายังทำผิดอีก🥹 ตอนนั้นฟังแล้วก็จุกนิดนึง รู้สึกว่าทำไมเขาพูดตรงจังผิดนิดหน่อยเอง

ซึ่งพอเราทำงานมา เราก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ คือคำว่า second chance มันคือ second chance 2️⃣📍จริงๆ ไม่ไช่ third or fourth (thats why it is called second chance)

ซึ่งสำหรับเรามันเรื่องจริงค่ะ เราเคยมีน้องในทีมที่เราต้องคอยพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ สามรอบ มันก็ทำให้เรารู้สึกถ้าเลือกได้อยากทำงานกับคนอื่นที่เขาทำงานดี มีสติกว่านี้ค่ะ 🥲😭

แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามผิดพลาดนะคะ เพราะผิดพลาดก็ทำให้เราได้เรียนรู้ แต่ถ้าพลาดซ้ำๆเรื่องเดิมไม่แก้ไขสักทีทั้งที่มีคนชี้แนะแล้ว โลกการทำงานมันไม่ได้สวยขนาดที่จะทุกคนจะให้อภัยกับความผิดพลาดเราเสมอไปค่ะ 🥹

4. Don’t be an empty glass 🥛

แอบงงเหมือนกันที่เจอน้ำเต็มแก้วในออฟฟิสเยอะมาก 😂

เข้าใจนะคะว่าบางทีเรารู้สึก convinced มาก จากpast achievements ผลงานต่างๆว่าเราทำได้ดี เราเก่งแล้ว💯😂แต่จริงๆแล้วทุกคนมี gaps ของตัวเอง ซึ่งสำหรับเรามองว่าคนที่ไม่ถือว่าตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้ว วางego ของตัวเองและฟังคนอื่นจะค่อนข้างโตและน่าคบหาด้วยกว่าคนที่มั่นใจว่าตัวเองดีแล้วไม่ฟังคนอื่นเยอะมากค่ะ

ต้องบอกว่าไม่ใช่ first jobber อย่างเดียว คนทำงานประมาณ midlife แบบเราก็เป็นนะ ทุกวันนี้เจอน้องจบใหม่เก่งๆบางทีเราก็พยายามดึงข้อดี ดึงenergy ที่เราได้รับจากเขามาปรับเหมือนกันค่ะ🐣☺️

5. Stop comparing yourself to others🙈

อันนี้ทั่วไปเลย แต่อยากเอามาเขียนให้ชัดค่ะ

Comparison is an endless cycle that creates misery จริงๆค่ะ และมันจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะในโลกนี้จะมีคนที่รวยกว่า ทำงานเก่งกว่า ฉลาดกว่า สวยกว่า วาสนาดีกว่า เพื่อนรักมากกว่าเราอยู่แล้วค่ะ เปรียบเทียบตัวเองกับเขาคือเหนื่อยเปล่าและ toxic มาก เราเคยเป็นหนักขนาดว่าไม่อยากเข้า social networkใดๆเลยเพราะไม่อยากเห็นชีวิตคนอื่นค่ะ ดูเสร็จก็มารู้สึกแย่กับตัวเอง😭

ต้องบอกว่าเราได้ยินคำสอนนี้มาตลอดจริงๆตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่เคยสนใจมันเลยค่ะ เพราะเราใช้มันเป็นเหมือนแรงบันดาลใจของเราเพื่อพัฒนาตัวเอง เหมือนเอาความคิดลบๆ อยากได้อยากมีอยากเป็นแบบเขามา push ตัวเองว่าเราต้องไปให้ไกลกว่านี้ให้ได้🙈 คือยึดติดในระดับนึงเพราะเมื่อก่อนใช้มันเป็น tool เป็น system ที่ผลักให้เรามีทุกวันนี้ (เช่นสอบผ่าน สอบติดคณะที่อยากได้ เรียนจบได้คะแนนที่ต้องการ บลาๆ)

แต่ต้องบอกว่าพอเริ่มแก่ขึ้น555 มั้ยไม่รู้ มันรู้สึกว่าสิ่งนี้เหนื่อยและ toxic เกินไปค่ะ ทำไมเราต้องอยู่รอบล้อมความคิดลบๆของตัวเองเพื่อpush มันให้ไปถึงเป้าหมายของเรา ทั้งที่เราสามารถสนุกกับ journey ของเราได้มากกว่าแค่เป้าหมายค่ะ

ขอแถม1 ข้อ 555 ใจจริงอยากเขียนแค่5 ข้อเพื่อให้มันไม่ยาวเกินไป แต่เราว่าอันนี้ก็สำคัญ

Please communicate🫣

อยากได้อะไร- พูด

ไม่เข้าใจ- ถาม

ทำงานเสร็จ- แชร์ผล, อัปเดต

ทุกคนสนใจแต่ชีวิตตัวเองจริงๆ ชีวิตเรามีอะไรให้หมกมุ่นมากพอแล้ว ไม่มีเวลามาพยายามเข้าใจคนอื่นขนาดนั้นค่ะ😂 ยิ่ง corporate setup ที่ทุกคนยุ่งและวุ่นพออยู่แล้ว มีเรื่องให้เครียด108 อย่าง พูดและสื่อสารให้ชัดเป็นอะไรที่ง่ายที่สุดจริงๆไม่ต้องให้คนอื่นเดา ทำให้เคลียร์ อันไหนสำคัญและต้อง protect ตัวเอง ensure you have proper documentation

✨💗Disclaimers:

สิ่งเหล่านี้คือเป็นสิ่งที่เราเจอมาเอง และหวังว่าถ้ามีคนแชร์ให้เราฟัง เราจะสามารถลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในทุกวันของเราได้เร็วขึ้นตั้งแต่ยังเด็กไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานขนาดนี้✨☺️

และต้องบอกว่าทุกวันนี้เราก็รู้สึกเบื่อ นอย demotivated, disengaged, disappointed มาหมดตลอดเวลาค่ะ😂 และเราก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ใดๆ ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ🫰🏻✨

ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์สามารถเซฟไว้หรือกดไลค์เป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ ตั้งใจเขียนมาก ตั้งใจกว่าทำงานอีก555555

หรือเพื่อนๆรุ่นเดียวกับเราหรือพี่ๆคนไหนเห็นด้วยกับเราหรือมีข้อไหนอยากเสริมแชร์ได้นะคะ💕✨

#ชีวิตออฟฟิศ #firstjobber #เริ่มงานใหม่ #เรียนจบแล้วไปไหนดี #กําลังใจในทุกวัน

7/1 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเป็น First Jobber หรือเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานนั้น นอกจากจะต้องเรียนรู้ทักษะงานที่ได้รับแล้ว การปรับตัวไม่ให้เจ็บตัวจากประสบการณ์ที่ขาดไม่ได้ก็คือการทำงานอย่างมีสติและมุ่งมั่นในความถูกต้องซึ่ง Preemsalins ได้สรุปเคล็ดลับสำคัญไว้ชัดเจนมากว่า “Please be overprepared” หรือเตรียมตัวให้มากกว่าที่คิดไว้เสมอ เป็นข้อคิดที่ช่วยลดข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ และเพิ่มความมั่นใจเวลาส่งงานหรือพรีเซ้นต์งานจริง จากประสบการณ์ส่วนตัวการที่เราทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีการเตรียมความพร้อมดี จะทำให้ภาพรวมของโพรเจกต์ดูน่าเชื่อถือและลดภาระให้ทีม เพราะอย่างน้อยปัญหาง่ายๆ เช่น การสะกดคำหรือรูปแบบเอกสารผิด ทำให้เสียเวลาแก้ไขจนล่าช้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเข้าประชุมว่าจุดประสงค์ของงานคืออะไร และอยากจะได้ผลลัพธ์แบบใด จะช่วยให้โฟกัสและเคลียร์งานได้ไวขึ้น ไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยที่ไร้จุดหมาย อีกข้อที่น่าสนใจคือเรื่องของการสร้าง "trust" หรือความไว้วางใจ ที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการพิสูจน์ตัวเอง บางครั้งแม้เราจะตั้งใจแค่ไหน แต่ก็อาจต้องใช้เวลาหลายช่วงเวลาและหลายงานจนเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานเห็นถึงความรับผิดชอบจริงๆ แต่กลับกัน "trust" นั้นแหละก็แตกหักได้ง่ายมากจากความผิดพลาดซ้ำๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข จุดนี้สอนให้เราใส่ใจและระวังตัวเองในทุกคำติชมและฟีดแบ็กอย่างมาก เพราะโอกาสครั้งที่สองมีจำกัดจริงๆ นอกจากนี้การเปิดใจเป็น "empty glass" ฟังและรับฟังความคิดเห็นจากคนรอบข้าง ไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีตช่วยให้เราเติบโตและพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น อย่างที่ Preemsalins เขียนไว้ คือคนที่วางอีโก้ลงและเรียนรู้อยู่เสมอจะกลายเป็นคนที่น่าอยู่ใกล้และเติบโตเร็วกว่า เรื่องสุดท้ายที่มักจะหลงลืม คืออย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเกินไป เพราะเป็นวงจรที่เหนื่อยและสร้างความทุกข์ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่เห็นแต่ภาพความสำเร็จของคนอื่น การเปรียบเทียบเช่นนี้แม้จะเคยใช้เป็นแรงผลักดันในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราควรเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับเส้นทางของตัวเองมากขึ้น เพื่อความสุขที่แท้จริงในชีวิตการทำงาน สุดท้าย "Please communicate" หรือการสื่อสารชัดเจนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้งานราบรื่นและลดความเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นการพูดเมื่ออยากได้อะไร การถามเมื่อไม่เข้าใจ หรือการอัปเดตเมื่อทำงานเสร็จแล้ว ทุกอย่างจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความน่าเชื่อถือในองค์กรได้จริง นี่คือบทเรียนที่ทุกคนในสายงานควรฝึกฝนตั้งแต่เริ่มต้นทำงานและอย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป

2 ความคิดเห็น

รูปภาพของ A
A

ขอพิกัดชุดเเรกค่ะ

ดูเพิ่มเติม(1)