ชื่อ Jordan Belfort อาจจะไม่คุ้นหูใครหลายคน
แต่ถ้าบอกว่าเขา คือ The Wolf of Wall Street หลายคนน่าจะร้องอ๋อ
.
หนังที่ Leonardo DiCaprio เล่นเป็นนักต้มตุ๋น ที่โกงทั้งอเมริกา จากโต๊ะทำงานในวอลล์สตรีท
.
เขาไม่ได้เอาปืนไปจี้ใคร เขาแค่ “โทรไปคุยดีๆ” แล้วจบด้วยยอดโอนเป็นแสนเป็นล้าน ทั้งที่ของที่เขาขาย ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ
.
เขาเคยขายหุ้น ขยะให้แม่บ้าน เคยโทรหาคนที่ไม่รู้จักคำว่า “หุ้น” ด้วยซ้ำ แล้วปิดยอดได้เป็นล้าน
.
เขาเคยปั้นทีมเซลส์ที่ไม่เคยขายของได้เลย ให้กลายเป็น “นักวางยา” ทางคำพูด ที่โทรหาใครก็ได้ แล้วทำให้คนนั้นรู้สึกว่า “ถ้าไม่รีบซื้อวันนี้ จะเสียใจไปทั้งชีวิต”
.
เขาโกงแบบเปิดเผย ขับเฟอร์รารี จัดปาร์ตี้ ใช้เงินเหมือนของเล่น
.
แต่ที่น่ากลัวกว่า คือ เขาทำให้ “คนที่โดนโกง” รู้สึกเหมือนตัวเองได้กำไร
.
ในบทความนี้ เราไม่ได้จะมานั่งชื่นชมเขา เราไม่สนว่าเขาจะรวยแค่ไหน หรือ โกงคนไปกี่คน
.
แต่เราจะพาคุณไปดูว่า…
.
คนที่เคยโกงได้ทั้งประเทศ เขาเข้าใจจิตใจคนลึกแค่ไหน ?
.
และ เราจะ “ขโมยวิธีคิดบางอย่าง” จากเขา โดยที่เราไม่ต้องกลายเป็นเขา
.
1. คนไม่ได้อยากซื้อของ คนแค่อยากรู้สึกว่า “ตัวเองฉลาด”
.
เวลาเราตัดสินใจซื้ออ ะไรบางอย่าง โดยเฉพาะของที่แพง หรือ ของที่เราไม่ค่อยเข้าใจ เรามักจะไม่ได้ซื้อเพราะของมันดีจริง แต่เราซื้อเพราะ เรารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจดี
.
Jordan Belfort รู้เรื่องนี้ดีมาก เขาไม่เคยพูดว่า “นี่คือ หุ้นที่ดีที่สุด”
.
แต่เขาจะพูดว่า “ลูกค้าผมคนอื่นที่เก่งเรื่องการเงิน เพิ่งซื้อไป” หรือ “ดีลนี้ยังไม่เปิดกับใครเลย แต่คุณดูเข้าใจ ผมเลยโทรมาบอกก่อน”
.
เขาไม่ได้พูดเพื่อขาย แต่พูดเพื่อสร้างภาพว่า “คุณกำลังได้ดีลที่คนฉลาดเขาเลือกกัน” แล้วเมื่อคุณรู้สึกว่าคุณกำลังตัดสินใจแบบคนฉลาด สมองจะหยุดถามคำถามทันที
.
เราเคยโดนแบบนี้กันเกือบทุกคน เช่น ตอนที่เรารีบซื้อคอร์สออนไลน์ แค่เพราะมันบอกว่า “เปิดรับแค่ 30 คนแรกเท่านั้น”
.
หรือ เวลาที่คนขายบอกว่า “มีแต่เจ้าของธุรกิจที่กล้าเรียนแบบนี้นะครับ” ทั้งที่เนื้อหาข้า งในเราอาจไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ
.
Jordan ใช้สิ่งนี้กับคนทั้งประเทศ เขาไม่ขายของ แต่ขาย “ความรู้สึกว่า ถ้าคุณไม่เอา คุณจะดูไม่ฉลาดพอ”
.
และ นั่นแหละ คือ จิตวิทยาขั้นแรก ที่ไม่ได้ทำให้คนซื้อ แต่ทำให้คนไม่กล้าปฏิเสธ
.
สิ่งที่ Jordan ทำเก่งมาก คือ เขาไม่พูดให้คน “เชื่อเขา” แต่พูดให้คน “เชื่อตัวเอง” แล้วถ้าเขาเชื่อตัวเองไปแล้วว่าเขาตัดสินใจดี เขาจะไม่มีวันยอมรับง่ายๆ ทีหลังว่า เขาโดนหลอก
.
ถ้าคุณอยากใช้จิตวิทยาข้อนี้ อย่าอธิบายเยอะ แค่พูดในแบบที่คนฟังรู้สึกว่า…
.
“เออ ฟังดูฉลาดที่เลือกอันนี้”
.
แล้วคุณไม่ต้องขายเลย เขาจะซื้อเอง เพราะเขาอยากยืนยันว่า “เขาคิดถูกตั้งแต่ต้น”
.
2. คนไม่ได้อยากรู้ข้อมูล เขาแค่อยากเห็นตัวเองอยู่ในภาพนั้น
.
Jordan Belfort ไม่ได้ขายหุ้นด้วยกราฟ ไม่ได้เอางบการเงินมายัดใส่มือใคร
.
เขาขายโดย “เล่าภาพ” ให้คนฟังนึกออกว่า ถ้าซื้อแล้วจะได้รู้สึกยังไง
.
เขาไม่พูดว่า “บริษัทนี้มีศักยภาพเติบโตในไตรมาสหน้า”
.
แต่เขาพูดว่า “ลองนึกภาพนะครับ คุณตื่นมาเปิดพอร์ตตอนเช้า แล้วเห็นตัวนี้ขึ้น 60% ในวันเดียว คุณอาจจะยิ้มทั้งวันเลย”
.
เขาขายภาพของ “ตัวคุณในเวอร์ชันที่รวยขึ้น” ไม่ใช่ขายหุ้น
.
นี่แหละ คือ จิตวิทยาที่ทรงพลังมาก เพราะคนเราไม่ได้อยากเข้าใจลึก แต่แค่อยากรู้ว่า “ถ้ากูตัดสินใจตอนนี้ กูจะรู้สึกยังไง”
.
เราทุกคนเคยโดนแบบนี้ เวลาไปลองเตียงในห้าง พนักงานไม่ต้องอธิบายว่าโฟมชั้นในทำจากอะไร
.
เขาแค่พูดว่า “ลูกค้าหลายคนบอกว่า นอนเตียงนี้แล้วตื่นโดยไม่ปวดหลังเลย”
.
คุณยังไม่ทันเข้าใจโครงสร้างเตียง แต่คุณนึกภาพตัวเองตื่นขึ้นมาแบบไม่ปวดหลังได้ทันที
.
หรือ เวลาซื้อหม้อทอด ไม่ มีใครอยากฟังเรื่องกำลังไฟ หรือ เทคโนโลยีความร้อน แต่พอคนขายบอกว่า
.
“เครื่องนี้แม่บ้านชอบ เพราะทอดไก่แล้วผิวยังกรอบ แต่ข้างในไม่แห้ง”
.
เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจริงมั้ย แต่เรานึกภาพออกทันทีว่า เย็นนี้เราจะกินอะไร
.
แล้วภาพนั้น ก็ทำให้เรายอมรูดบัตรทันที
.
Jordan ไม่เคยสอน ไม่เคยอธิบาย เขาเล่าแค่ภาพในหัว ที่ฟังแล้วรู้สึกว่า “กูอยากอยู่ในภาพนั้น”
.
แล้วพอใจไปอยู่ในภาพนั้นแล้ว สมองมันจะเริ่มหาข้ออ้างมารองรับเองว่า ของมันน่าซื้อจริง ๆ
.
ในชีวิตจริง ถ้าคุณอยากใช้จิตวิทยานี้ คุณไม่ต้องอธิบายให้ครบ แค่พาคนฟังไปอยู่ใน “ภาพหลังจากตัดสินใจแล้ว”
.
ให้เขานึกออกว่า ถ้าเขาซื้อ ถ้าเขาเชื่อ ถ้าเขาเลือกคุณ เขาจะรู้สึกยังไง
.
พูดให้น้อยลง แต่ทำให้เขา “เห็นตัวเองในอนาคต” ได้ชัดขึ้น แค่นั้นก็พอ
.
3. คนที่ตัดสินใจไว จะดูฉลาดกว่า แม้จะยังไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม
.
หนึ่งในจิตวิทยาที่ Jordan Belfort ใช้บ่อยมาก คือ “เร่งให้คนตัดสินใจเร็ว” แต่เขาไม่ใช้คำว่า ให้รีบ เขาไม่พูดว่า “ตัดสินใจตอนนี้เลยนะ” เขาแค่พูดเหมือน คุณกำลังจะพลาดของดี ถ้าคุณช้า
.
อย่างเช่น
.
“ถ้าคุณไม่เอา ผมต้องให้ดีลนี้กับคนถัดไปนะครับ”
.
หรือ “ลูกค้าคนก่อนหน้าเพิ่งซื้อไปเมื่อเช้า ถ้าคุณอยากได้เหมือนเขา ผมล็อกไว้ให้เลยก็ได้”
.
เขาไม่บังคับ เขาแค่ “โยนแรงกระเพื่อม” ให้คุณกลัวว่า ถ้าช้า คุณจะเป็นแค่คนนอกที่มองดูคนอื่นฉลาดกว่า
.
เพราะความจริงก็คือ คนที่ตัดสินใจไว จะดูเก่ง ดูทันโลก และ ดูเข้าใจ แม้ว่าความเป็นจริง เขาอาจยังไม่เข้าใจอะไรเลยด้วยซ้ำ
.
เราทุกคนเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เคยมั้ย แค่เดินผ่านร้าน แล้วเห็นป้ายเขียนว่า “หมดทุกวัน ก่อนบ ่ายสาม”
.
เรายังไม่รู้เลยว่าขายอะไร แต่ในหัวมันเริ่มคิดทันทีว่า ของมันต้องดีแน่ ถึงหมดเร็วขนาดนั้น
.
หรือ อย่างเวลาซื้อของในไลฟ์ แม่ค้าพูดย้ำว่า “มีแค่ 5 เซ็ตเท่านั้น ใครพิมพ์ CF ไม่ทัน คือ อดนะคะ”
.
เรายังไม่แน่ใจเลยว่าอยากได้จริงมั้ย แต่เห็นคนอื่นพิมพ์ CF รัวๆ มือมันก็พิมพ์ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้ฟังจบด้วยซ้ำว่าได้อะไร
.
Jordan ใช้สิ่งนี้กับคนเป็นพัน เขาไม่ต้องพูดว่าของดี เขาแค่ทำให้คุณรู้สึกว่า ถ้าช้า คุณจะเป็นคนที่ “พลาด”
.
แล้วคำว่าพลาด มันทำให้คุณกลัวมากกว่าคำว่าแพง ซะอีก
.
4. ไม่ต้องพูดเยอะ แค่เชื่อในสิ่งที่พูด
.
Jordan Belfort ไม่ได้พูดเก่งแบบเวที TED เขาไม่เล่นคำ ไม่ต้องใช้คำหรู ไม่เคยทำ PowerPoint
.
แต่ทุกครั้งที่เขาพูด คนที่นั่งตรงข้ามจะฟังเงียบ เหมือนโดนล็อกไว้ทั้งตัว ด้วยสิ่งที่เรียบง่ายมาก น้ำเสีย งที่มั่นใจจนไม่มีที่ให้สงสัย
.
เขาไม่เร่ง ไม่ลน ไม่อธิบายซ้ำ เขาพูดชัด แต่ไม่ได้พูดเยอะ เขาเว้นจังหวะให้เงียบ
.
และ ที่สำคัญ เขาไม่มีเสียงของ “ความลังเล” ในคำพูดเลย
.
และนั่นแหละ คือ เสียงที่ทำให้คนยอมโอนเงินเป็นล้าน แม้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังขายอะไร
.
ลองคิดดู เวลาเราฟังใครพูด สิ่งแรกที่เราตัดสินไม่ใช่เนื้อหา แต่เป็น “น้ำเสียงของเขาเชื่อในสิ่งที่พูดหรือเปล่า”
.
เคยมั้ย ? เพื่อนพูดประโยคเดียวสั้นๆ ว่า “อันนี้กูว่าได้แน่”
.
แล้วคุณก็ไม่ถามอะไรต่อ เพราะคุณรู้จากแววตา กับเสียงในคำนั้นว่า เขาไม่ได้พูดเล่น
.
ตรงข้าม เคยมั้ย ? ฟังคนขายของที่พูดเยอะมาก อธิบายทุกข้อดี แต่เสียงเบาๆ ขึ้นๆ ลงๆ ประโยควกไปวนมา
.
ถึงของจะดีแค่ไหน เราก็รู้สึกว่า “ยังไม่เชื่อว่าตัวเขาเองเชื่อของตัวเองเลย”
.
Jordan ไม่ได้ใช้คำพูดทำให้คนเชื่อ แต่ใช้ท่าทีของคนที่ไม่ต้องโน้มน้าว เพราะคนฟังรู้สึกว่า เขามั่นใจไปแล้ว และ เมื่อคนพูดมั่นใจพอ คนฟังก็จะไม่มีแรงต้าน
.
ลองนึกถึงเวลาที่เราต้องอธิบายอะไรให้หัวหน้าฟัง หรือ เสนอราคาให้ลูกค้า หลายคนไม่มั่นใจ เลยพูดเยอะเกิน
.
พยายามอธิบายให้ครบ พูดวนไปวนมา กลัวอีกฝ่ายจะถาม แต่ยิ่งพูดเยอะ เสียงยิ่งสั่น หัวใจยิ่งลน
.
ในขณะที่บางคน พูดน้อยมาก
.
บอกแค่ “ราคาแบบนี้ผมการันตีครับว่าคุ้มกว่าทุกเจ้าในตลาด”
.
แล้วเว้นไว้
.
• ไม่มีคำว่า “ครับผม” ต่อท้าย
• ไม่มีคำว่า “ถ้ายังไงก็ลองพิจารณาดูนะครับ”
• ไม่มีลดเสียงลง ไม่หันหน้าหนี
.
แค่นั้น น้ำเสียงมันก็พอแล้วที่จะทำให้คนฟังรู้สึกว่า “งั้นก็น่าจะจริง”
.
เพราะสุดท้าย คนที่ฟังเรา เขาไม่ได้อยากเข้าใจทั้งหมด เขาแค่อยาก “รู้สึกว่าเรารู้แล้ว” เพื่อที่เขาจะวางใจ ไม่ต้องคิดต่อ
.
ถ้า Jordan มีปืนในปาก ปืนกระบอกนั้นก็คือน้ำเสียงที่ไม่มีความกลัว
.
และ ถ้าเราไม่มีเสียงแบบนั้น ไม่ว่าเราจะพูดเรื่องจริงแค่ไหน
.
มันก็ยังฟังดูเหมือนคำขอร้องอยู่ดี
.
Jordan Belfort อาจจะเป็นอาชญากรในสายตาโลก แต่เขาไม่เคยใช้ปืน ไม่เคยใช้กำลัง
.
เขาแค่รู้ว่า มนุษย์ทุกคนมีจุดอ่อนที่คล้ายกัน ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน ฉลาดแค่ไหน หรือ คิดว่าตัวเองไม่โดนหลอกง่าย
.
และ เขาใช้ความเข้าใจนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อปิดการขาย แต่เพื่อ “ควบคุมความรู้สึกของคน” ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มขายด้วยซ้ำ
.
เขาไม่ได้ขายหุ้น เขาขายความมั่นใจ ขายฝัน ขายสิทธิ์พิเศษที่ไม่มีอยู่จริง และ เขาขายให้คนที่ยังไม่เข้าใจ แต่ไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่เข้าใจ
.
เราอาจจะไม่ต้องเลวแบบเขา ไม่ต้องโก ง ไม่ต้องหลอกใคร
.
แต่ถ้าเราฟัง Jordan แล้วเข้าใจว่า คนเชื่อสิ่งที่ “รู้สึก” มากกว่าสิ่งที่ “จริง” เราจะเริ่มรู้ว่า การพูดให้มีน้ำหนัก ไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่ว่า คำพูดของเราทำให้เขารู้สึกยังไง
.
เพราะสุดท้าย คุณไม่ต้องพูดให้คนเชื่อ แค่พูดให้เขาอยากเชื่อตัวเอง ตอนที่เขากำลังเชื่อคุณ
5. คนเรายอมเสียเงิน แต่ไม่ยอมเสียหน้า ว่าตัวเองตัดสินใจพลาด
.
Jordan Belfort ไม่ได้แค่ทำให้คนซื้อของ เขาทำให้คน “รู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อของปลอมนั้น” ด้วยซ้ำ
.
เวลาเขาโทรหาลูกค้า เขาจะไม่พูดว่า “อยากให้คุณซื้อ”
.
แต่พูดว่า “ปกติผมไม่ปล่อยตัวนี้ให้ใคร แต่มันเหมาะกับคุณมาก ผมเลยอยากเสนอไว้ก่อน”
.
ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันทำให้คนรู้สึกว่า
.
“กูได้รับสิทธิ์พิเศษ”
“กูได้ของที่คนอื่นไม่มี”
“นี่แหละ คือ สิ่งที่คน กล้าแบบกูควรได้ตั้งนานแล้ว”
.
หลายคนซื้อหุ้นที่ไม่มีอยู่จริง แล้วขาดทุน แต่ไม่เคยเอาเรื่อง ไม่เคยพูดว่าตัวเองโดนหลอก บางคนแนะนำเพื่อนให้ซื้อจาก Jordan ต่ออีก
.
เพราะตอนที่เขาตัดสินใจซื้อ เขารู้สึกว่า “ตัวเองเก่ง” และ การจะยอมรับว่าโดนหลอก มันไม่ใช่แค่เสียเงิน แต่มันคือ การยอมรับว่า “ตอนนั้นเราไม่เก่งอย่างที่คิด”
.
ลองมองกลับมาที่เรา เคยมั้ย ซื้อของแพงที่ใครก็รู้ว่าไม่คุ้ม แต่เราก็ยังพูดว่า “ของมันดีจริง” ทั้งที่ในใจรู้ว่าไม่ใช้แล้ว
.
หรือ เวลาเพื่อนถามว่า “อันนี้เวิร์กมั้ย?”
.
เราก็ตอบไปว่า “โอเคนะ”
.
เพื่อไม่ให้ตัวเองดูโง่ ทั้งที่จริง ๆ มันไม่ได้โอเคอะไรเลย
.
มันเหมือนเวลาเรากินอาหารที่ร้านแพง แล้วมันไม่อร่อย แต่เราก็ยังถ่ายรูปลง แล้ว ยังพูดว่า “ประสบการณ์ดีนะ” เพื่อไม่ให้คนรู้ว่า เรา พลาด
.
Jordan ใช้จิตวิทยานี้กับคนทั้งประเทศ เขาไม่ได้หลอกด้วยการพูดโกหก
.
เขาหลอกด้วยการทำให้คน “รัก” การตัดสินใจของตัวเองมากพอ จนไม่กล้ายอมรับว่าพลาด
.
แล้วพอคนรักการตัดสินใจของตัวเอง เขาจะไม่ปกป้องความจริง เขาจะปกป้อง “ภาพของตัวเองในตอนที่ตัดสินใจนั้น”
.
ถ้าใครกำลังขายอะไรบางอย่าง หรือ แม้แต่แค่เสนอความคิดเห็นในห้องประชุม
.
อย่ามัวแต่พยายามโน้มน้าว ให้สร้างภาพให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นคนฉลาด ที่เลือกได้เองก่อนใคร แล้วเขาจะเชื่อสิ่งที่คุณพูด แม้ไม่ได้เข้าใจมันทั้งหมด
.
.
เขียนโดย ทีมงาน #สมองไหล
ในฐานะคนที่เคยทำงานขายและพบเจอลูกค้าหลากหลาย Jordan Belfort ได้สอนให้รู้ว่าการจะปิดการขายนั้นไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลหรือคุณสมบัติของสินค้าอย่างเดียว แต่สำคัญที่การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาทำการตัดสินใจที่ฉลาดและถูกต้องอย่างแท้จริง จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันเคยใช้แนวคิดที่คล้ายคลึงกันนี้ โดยไม่ต้องบังคับให้ลูกค้าตัดสินใจทันที แต่ใส่ความรู้สึกเร่งด่วนในใจพวกเขาว่า "ถ้ารออาจพลาดโอกาสดี" ผลที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าหลายคนเลือกซื้ออย่างมั่นใจ แม้ว่าจะไม่รู้รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้า แต่พวกเขามีภาพในหัวของผลลัพธ์ดี ๆ ที่จะได้รับ นอกจากนี้ การบอกเล่าเรื่องราวหรือสร้างภาพอนาคตที่ลูกค้าอยากเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ หรือการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของ "สิทธิพิเศษ" ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจและไม่อยากยอมรับความเป็นไปได้ว่าตัวเองอาจตัดสินใจผิด แน่นอนว่า Jordan Belfort มีวิธีที่ไม่ถูกต้องและผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือ ความเข้าใจในจิตวิทยามนุษย์ ว่าความรู้สึกและภาพลักษณ์ของตัวเองมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าข้อมูลล้วน ๆ สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจหรือขายของ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่คุณภาพสินค้า แต่เป็นการสื่อสารให้ลูกค้าเห็นภาพตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่า เสริมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ไม่ลังเล และมีความจริงใจ นั่นคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจซื้อ และรู้สึกดีกับการตัดสินใจนั้น สุดท้ายนี้ การสร้างความรู้สึกให้ลูกค้าภูมิใจที่ได้เลือกสินค้าเรานั้น ไม่เพียงแต่ปิดการขายได้ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ดี ๆ และความไว้วางใจในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืนกว่าแนวทางการขายแบบเร่งด่วนหรือหลอกลวงอย่างเห็นได้ชัด
