i-mobile โทรศัพท์แบรนด์ไทยหายไปไหน #การตลาดวันละคลิป #รอบรู้เรื่องธุรกิจ
ถ้าพูดถึง “โทรศัพท์ i-mobile รุ่นเก่า” ภาพแรกที่ผมนึกถึงคือยุคฟีเจอร์โฟนที่แข่งกันเรื่องความคุ้มค่า มากกว่าความแรงของชิปเหมือนวันนี้ ตอนนั้น i-mobile ถือว่าเป็นแบรนด์ไทยที่ทำการตลาดเก่งมาก รุ่นฮิตๆ อย่าง i-mobile 601 ที่หลายคนจำได้จากคีย์แพดกดมันมือ แถมชูจุดเด่นแบบ “ฟีเจอร์แน่นในราคาจับต้องได้” ไม่ว่าจะเป็นจอสี ถ่ายรูปได้ ฟัง MP3 ได้ (บางช่วงราคาประมาณหลักพันปลายๆ ถึงราว 5,990 บาทตามรุ่น/ช่วงโปร) ซึ่งถ้าเทียบยุคนั้นถือว่าคุ้มมาก สิ่งที่ทำให้ i-mobile รุ่นเก่าเป็นที่ตามหา ผมว่าไม่ใช่แค่ความคลาสสิก แต่คือ “ประสบการณ์ยุคเปลี่ยนผ่าน” หลายรุ่นมีลูกเล่นที่สมัยนี้ฟังแล้วขำ เช่น มือถือที่ “ดูทีวีได้” หรือรุ่นที่พยายามใส่ทุกอย่างมาให้ครบ เพื่อให้คนรู้สึกว่าซื้อตัวเดียวทำได้หลายอย่าง จุดนี้แหละที่ทำให้แบรนด์ติดตลาดไทยได้เร็ว และบางคนยังเก็บไว้เป็นเครื่องสำรอง/ของสะสม แล้วคำถามที่คนสงสัยกันมากคือ i-mobile หายไปไหน? เท่าที่ผมมองจากภาพรวมตลาด จุดเปลี่ยนจริงๆ คือช่วงสมาร์ทโฟนบูมหลัง iPhone เปิดตัว และตามมาด้วย Android พอผู้บริโภคย้ายความคาดหวังไปที่ “แอป กล้อง ระบบลื่น และอัปเดตซอฟต์แวร์” เกมมันไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่ฟีเจอร์โฟนแข่งกันที่สเปกฮาร์ดแวร์พื้นฐาน + ราคา กลายเป็นต้องมี ecosystem และต้องสู้กับแบรนด์ต่างประเทศที่ผลิตจำนวนมาก ต้นทุนต่ำกว่า และรอบการออกรุ่นเร็วกว่า ฝั่ง i-mobile เองเคยพยายามบุกสมาร์ทโฟนเหมือนกัน (หลายคนจำได้กับ Android ตระกูล IQ) แต่การแข่งขันมันดุเดือดมาก โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่เข้ามาพร้อมสเปกแรง ราคาดี และทำการตลาดหนัก ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเลยเห็นภาพ “จากกำไรร้อยล้าน” ค่อยๆ กลายเป็นธุรกิจที่ไปต่อยาก จนแบรนด์เงียบหายจากชั้นวาง ถ้าใครกำลังหา “imobile 200” หรือ i-mobile รุ่นเก่าเพื่อใช้งานจริง แนะนำให้เช็ก 3 อย่างนี้ก่อน: 1) สภาพแบต/หาที่เปลี่ยนได้ไหม 2) รองรับเครือข่ายอะไร (2G/3G บางพื้นที่อาจใช้งานจำกัด) 3) ที่ชาร์จ/สาย/ซิมที่ใช้ได้ เพราะอะไหล่จะหายากขึ้นทุกปี แต่ถ้าซื้อเพื่อสะสมหรือความทรงจำ บอกเลยว่ายังมีเสน่ห์มาก และเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มือถือในไทยที่เคย “ดังจริง” ไม่แพ้แบรนด์นอกเลยครับ





