First admission to the hospital in Japan! 💸 The treatment cost is 20,000 baht.
Share the best experience! When Thai doctors travel late like me to the hospital in Japan! 😭
I was having fun and suddenly became very ill (high fever, snot, nail inflammation). I decided to see a doctor at Koseikai Takeda Hospital near Kyoto Station.
⚠️ Summary of 3 super-shocking things:
• Cost: Nearly 20,000 baht (¥88,940) 10 times more expensive than Thailand! (Lucky MSIG Travel Insurance)
• Time: 4 and a half hours in the hospital! (Very long compared to Thai private)
• The resulting medicine: All the disinfectant and cough medicine! 💊 The doctor does not give snot / Paracetamol / cure the sore throat. Say "No need." Confused as a doctor! 🤦♂️
🔥 Remind Everyone: Anyone who visits has to get travel insurance! And get the basic medicine ready, because it's very strict about dispensing.
👉 Who ever claimed travel insurance, shared a trick! And the train to Clem Hospital?
# Trending # Drug sign with lemon8 # lemon 8 diary # Japanese hospital # Travel to Japan by yourself
เผื่อใครกำลังหาข้อมูล “โรงพยาบาลในญี่ปุ่น/โรงพยาบาลที่ญี่ปุ่น” หรือเล็งไป Koseikai Takeda Hospital แถว Kyoto Station แบบผม ขอแชร์สิ่งที่เจอแบบคนไข้จริง ๆ (พร้อมรูปใบเสร็จและรูปตอนป่วยเล็บอักเสบ/รอยแดงรอยช้ำที่ถ่ายไว้เป็นหลักฐาน) ว่าควรเตรียมตัวอะไรบ้าง จะได้ไม่ช็อกเหมือนกัน 1) ก่อนเข้า รพ. เตรียม “ข้อมูล” ให้พร้อม จะประหยัดเวลา - พาสปอร์ต + ที่อยู่โรงแรม + เบอร์โทรญี่ปุ่น/เบอร์โรงแรม (บางจุดจะถาม) - รายชื่อยา/โรคประจำตัว/ประวัติแพ้ยา (ผมพิมพ์ไว้ในมือถือเป็นอังกฤษง่าย ๆ) - ถ้ามีประกันการเดินทาง: เตรียมเลขกรมธรรม์/เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน และถ่ายรูปหน้ากรมธรรม์ไว้ 2) เรื่องค่าใช้จ่าย: จ่ายก่อนแล้วค่อยเคลม (ส่วนใหญ่) จากที่ผมเจอ ค่ารักษาพยาบาลที่ญี่ปุ่นสามารถสูงกว่าที่คิดได้ โดยเฉพาะถ้าไม่มีประกัน/ไม่มีสิทธิ์ประกันสุขภาพญี่ปุ่น เวลาเคลมประกันการเดินทาง แนะนำเก็บหลักฐานให้ครบ เช่น - ใบเสร็จตัวจริง (สำคัญมาก) - รายการค่าใช้จ่าย (itemized) และใบสรุปการรักษา/ใบสั่งยา - รูป “อยู่โรงบาล/รูปคนนอนโรงพยาบาล” หรือรูปอาการ (ไข้สูง เล็บอักเสบ ฯลฯ) เก็บไว้ประกอบเคสได้ เผื่อบริษัทประกันขอรายละเอียดเพิ่ม 3) ทำไมได้ยาไม่เยอะ? ต้องปรับความคาดหวัง สิ่งที่ผมงงเหมือนกันคือ ได้ยาฆ่าเชื้อกับยาแก้ไอ ไม่ค่อยจ่ายยาตามอาการหลายตัวแบบที่เราคุ้นในไทย (เช่น ยาลดน้ำมูก/พารา/ยาเจ็บคอ) ที่นี่มักเน้น “เท่าที่จำเป็น” และให้กลับไปดูอาการเอง ถ้าจะสบายใจ แนะนำพกชุดยาพื้นฐานจากไทยไปด้วย เช่น พารา ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ยาพ่นคอ และอุปกรณ์ทำแผลเล็ก ๆ สำหรับเคสเล็บอักเสบ/ถลอกช้ำ 4) ถ้าจะไป รพ. เอง: วางแผนเวลา + การเดินทาง ผมใช้เวลาใน รพ. รวม ๆ 4 ชั่วโมงครึ่ง (รอค่อนข้างนาน) แนะนำเผื่อเวลาและพกน้ำ/ขนมเล็กน้อยไปด้วย ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยเรื่อง “ค่ารถไฟ/ค่าแท็กซี่ไปโรงพยาบาลเคลมได้ไหม” โดยประสบการณ์ของผมคือ ต้องดูเงื่อนไขกรมธรรม์เป็นหลัก บางเจ้าเคลมได้เมื่อเป็นการเดินทางเพื่อรับการรักษาตามคำแนะนำแพทย์ และต้องมีใบเสร็จการเดินทาง/หลักฐานเส้นทางชัดเจน ดังนั้นถ้าคิดจะเคลม ให้เก็บตั๋ว/ใบเสร็จแท็กซี่ทุกครั้ง 5) ทริคเล็ก ๆ ตอนสื่อสารกับพยาบาลญี่ปุ่น ถ้าพูดญี่ปุ่นไม่คล่อง ให้เตรียมประโยคสั้น ๆ ในมือถือ เช่น “มีไข้สูง/ไอ/เจ็บคอ/เล็บอักเสบ” และชี้อาการจากรูปถ่ายได้เลย พยาบาลญี่ปุ่นส่วนใหญ่สุภาพและช่วยเหลือดี แต่กระบวนการเป็นขั้นตอนมาก ๆ สรุปคือ ถ้าไม่อยากเจอค่าใช้จ่ายและเวลารอแบบผม แนะนำทำประกันการเดินทางไว้ก่อน พกยาพื้นฐาน และเก็บหลักฐานทุกอย่างตั้งแต่รูปอาการ ใบเสร็จ ไปจนถึงใบสั่งยา รับรองว่าช่วยทั้งตอนรักษาและตอนเคลมประกันได้จริง ๆ



