เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568

แจมได้อภิปรายสงวนความเห็นร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขค่ะ

"ตอนที่เราพยายามถกเถียงกันในเรื่องคดีปิดสนามบิน การคืนสิทธิ์ล้มละลายต่างๆ การระงับค่าเสียหายต่างๆ หรือการกระทำของผู้ใหญ่ที่หนักกว่าตั้งเยอะ เราไม่เห็นต้องมานั่งถกเถียงกันถึงเรื่องเงื่อนไขต่างๆ แบบนี้เลย ดิฉันรู้สึกผิดหวังที่ท้ายสุดเราก็ต้องมาหาทางออกกันแบบอ้อมๆ เลียบๆ เคียงๆ กันอยู่ดี และเราแทบจะไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้ผลประโยชน์จาก พ.ร.บ. นี้ เขาต้องการอย่างไรกันแน่"

เราจะเสริมสร้างสังคมสันติสุขไม่ได้เลย ถ้าเรายังมองคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนตรงข้ามกับเราอยู่อย่างทุกวันนี้ เรายังคงพยายามหาทางเลี่ยงบาลี แม้กระทั่งคำว่านิรโทษกรรมให้กับเยาวชนด้วยซ้ำ และยังยืนยันว่ามาตรา 3 ที่ได้สงวนความเห็นไว้ ไม่ได้ขัดต่อหลักการใดๆ ความสำเร็จในการนิรโทษกรรมหรือสร้างเสริมสังคมสันติสุข ต้องอาศัยความกล้าหาญของพวกท่าน ไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขใดๆ ตนเองอาจถูกมองเป็นเด็กดื้อในสายตาของพวกท่าน แต่ขอยืนยันความเห็นที่ได้แก้ไขในมาตรา 3 ไว้เช่นเดิม

จากนั้นที่ประชุมสภามีมติ“ไม่เห็นชอบ”ให้มีการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีใน #มาตรา112 ตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยค่ะ

#ทนายแจมศศินันท์ #พรบนิรโทษกรรม #พรรคประชาชน #ประชุมสภา

2025/10/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนตามมาตรา 112 นั้น ถือเป็นหัวข้อที่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะมีการปะทะระหว่างความต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเยาวชน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเยาวชน (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก อนุสัญญานี้กำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่คุ้มครอง ส่งเสริม และกระตุ้นสิทธิเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการอยู่รอด การพัฒนา และการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ต้องให้การปกป้องเด็กจากการถูกดำเนินคดีอย่างเหมาะสม รวมถึงให้เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม ข้อถกเถียงถึงมาตรา 3 ในร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเฉพาะเรื่องนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนตามมาตรา 112 มีความสำคัญต่อการปฏิรูปกฎหมายและสังคม เพราะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของเยาวชน และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน การอภิปรายของทนายแจมได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของความกล้าหาญและความชัดเจนในการตัดสินใจในระดับนโยบาย โดยเฉพาะการไม่ยอมเลี่ยงใช้คำว่านิรโทษกรรมเมื่อต้องเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา การที่ที่ประชุมสภามีมติไม่เห็นชอบให้มีนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนตามมาตรา 112 แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาระเบียบสังคมและการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนสามารถเติบโตอย่างอิสระและมีความเป็นธรรม ซึ่งในแง่มุมของนโยบายสาธารณะ เรื่องนี้ควรมีการพูดคุยแบบเปิดกว้างและความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงการพิจารณาว่าเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีควรได้รับการปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้สังคมเดินหน้าสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเยาวชนและการดำเนินคดีที่เหมาะสมจึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจควบคู่กับการอภิปรายในกฎหมาย เช่นเดียวกับการรับฟังความเห็นและเสียงจากเยาวชนเองด้วย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนากฎหมายและนโยบายสาธารณะในอนาคต