ไม่มีใครมองสิ่งต่างๆแบบเป็นกลางอย่างแท้จริง
"ไม่มีใครซักคนที่มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง"
สิ่งที่คุณมองเห็นหรือพบเจอ มันได้ผ่านการปรุงแต่งจากจิตใจแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว แล้วแต่ละคนก็ตีความหมายในแบบของตัวเอง
ความรู้ ความเชื่อ วัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมา ประสบการณ์ที่พบเจอมา มันจะกำหนดทัศนคติของคุณ กำหนดวิธีการมองโลกของคุณ วิธีที่คุณให้ความหมายกับสิ่งต่าง
มันเป็นเหมือนแว่นที่ทำให้คุณมองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นสีที่ไม่เหมือนกัน
ใส่แว่นดำมองอะไรก็มืดมนไปหมด
ใส่แว่นชมพูดก็มองทุกอย่างเป็นเรื่องน่ายินดี
และวิธีการที่สมองใช้บังคับให้คุณให้ทำตามมุมมองเดิมก็คือ มันจะทำให้คุณคิดว่า ที่คุณคิดอยู่หรือเคยทำอยู่มันก็ถูกอยู่แล้วดีอยู่แล้ว
คำว่า “ดีแล้ว” อันตรายกว่าที่คิด เพราะมันทำให้เรายึดติดว่าดีแล้วก็จะปิดกั้นไม่ให้รับอะไรเพิ่ม ดีแล้วก็จะไม่พัฒนา
การฝึกมองโลกด้วยมุมมองที่หลากหลาย จึงเป็นเรื่องที่ ท้าทายและควรค่าแก่การทำ เพราะช่วยให้หนทางใหม่ๆ วิธีแก้ปัญหาใหม่ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และช่วยให้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น
วิธีฝึกเปิดทัศนคติให้กว้าง คือ
1. เมื่อเจ อเหตุการณ์อะไรบางอย่าง อะไรก็ได้อาจเป็นเรื่องเล็กๆ หรือเรื่องใหญ่
ให้สังเกตความคิดตัวเองว่า ทัศนคติแรก ๆความคิด ความรู้สึก หรือความหมายที่เราตีความสิ่งนั้น ที่แวบเข้ามาคืออะไร
2. ถามตัวเองกลับว่า จริงเหรอ? ใช่แน่เหรอ? มั่นใจได้ยังไง?
3. ให้ลอง ตีความหมาย เป็นอย่างอื่น ที่มันอาจเป็นไปได้
ถ้าอยู่คนเดียวก็ให้คิดหลายทางด้วยตัวเอง
ถ้าอยู่กับคนอื่นให้เรารับฟังคนอื่น
ฟังไปเถอะแม้ในใจอาจจะไม่เห็นด้วย ฝึกตั้งใจฟังแล้วคิดตามสิ่งที่คนอื่นพูด
เราอาจจะเคยแต่ตั้งใจพูดให้คนอื่นฟังแล้วฟันธงเองว่าใช่ เคยตั้งใจฟังแล้วคิดตามคนอื่นหรือยัง โดยเราอาจไม่จำเป็นต้องติดสินฟันธงว่าความคิดไหนถูกต้อง(แต่ถ้าสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นก็ว่ากันอีกเรื่อง)
อย่างน้อยฝึกการเปิดทัศนคติตัวเองให้กว้างขึ้นว่าสิ่งที่เราคิดเป็นลำดับแรกมันไม่ใช่ทางเลือกเดียว มันอีกหลายความคิด อีกหลายตัวเลือกที่เรายังไม่เคยสัมผัส
คุณอาจได้เจอหนทางเดินใหม่ๆ
ชีวิตมีอะไรมากกว่าสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้
มีอะไรมากกว่าสิ่งที่คุณเคยเชื่อ
มีอะไรมากกว่าสิ่งที่เคยสัมผัส
เพียงแค่เปิดใจรับฟัง...
-Kru Soop-
การที่ไม่มีใครมองสิ่งต่างๆ แบบเป็นกลางอย่างแท้จริง สะท้อนถึงธรรมชาติของการรับรู้และการคิดของมนุษย์ที่ถูกบิดเบือนไปด้วยปัจจัยภายในอย่างความรู้ ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมาอย่างลึกซึ้ง การมองเห็นสิ่งต่างๆ ในชีวิตจริงๆ จึงเปรียบเสมือนการมองผ่านเลนส์หลากสีที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน การฝึกฝนให้เราได้ตระหนักถึงธรรมชาติของ “ความคิดเบื้องต้น” ที่เกิดขึ้นภายในใจและตั้งคำถามอย่างจริงจังกับความเชื่อนั้นๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดกว้างทางความคิด หนึ่งในวิธีการฝึกมองโลกให้หลากหลายมุมมองจริงจัง เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จริงหรือ” หรือ “มั่นใจได้อย่างไร” กับมุมมองเดิมที่เรามี จากนั้นลองตีความหมายหรือมองสิ่งนั้นในทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ โดยสามารถทำได้ทั้งการคิดคนเดียวหรือเปิดรับฟังผู้อื่นโดยไม่รีบตัดสิน เพราะการฟังอย่างตั้งใจ แม้จะไม่เห็นด้วย ก็เป็นโอกาสให้เราเห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยรับรู้มาก่อน ความสำคัญต่อเนื่องจากมุมมองที่ยืดหยุ่น คือการไม่ยึดติดกับคำว่า “ดีแล้ว” จนเกินไป เพราะคำนี้อาจทำให้เราไม่พร้อมรับหรือพัฒนา เปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาและการปรับตัวในชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกยุคปัจจุบัน การพัฒนาแนวคิดอย่างนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎี แต่เป็นวิถีชีวิตที่ช่วยให้เราค้นพบหนทางใหม่ ๆ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความเข้าใจและเคารพความแตกต่าง ที่สำคัญยังช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มความร่วมมือในความสัมพันธ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุด การฝึกเติมเต็มทัศนคติอย่างหลากหลาย พร้อมเปิดใจรับฟังแบบไม่ตัดสิน เป็นการช่วยให้เราก้าวข้ามขอบเขตของความเชื่อและประสบการณ์เดิมๆ ไปสู่ความรู้ใหม่ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับตัวเองและผู้อื่น ทำให้ชีวิตมีมิติที่กว้างขึ้นและเต็มไปด้วยโอกาสในการเติบโตอย่างแท้จริง
