"อยู่กินมานาน...เพิ่งจดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินก่อนหน้านั้นเป็นของใคร? 🏠💔 เปิดฎีกาใหม่ 97/2569

ที่คนมีคู่ต้องรู้!"

สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกา โดยแยกตามประเด็นที่คุณต้องการ ดังนี้ครับ

1. ประเด็นแห่งคดี (ข้อเท็จจริง)

โจทก์: ภริยา (ผู้อยู่กินกันก่อนจดทะเบียน)

จำเลย: สามี

พฤติการณ์: โจทก์และจำเลยอยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2526 ระหว่างนั้นร่วมกันทำธุรกิจปล่อยกู้และค้าที่ดิน จนกระทั่งปี 2538-2539 จำเลยได้ไปทำสัญญาปล่อยกู้และรับจำนองที่ดิน 2 แปลงในนามของจำเลยเพียงผู้เดียว ต่อมาจำเลยได้รับโอนที่ดินทั้ง 2 แปลงเพื่อชำระหนี้ หลังจากได้ที่ดินมาแล้ว ทั้งคู่จึงไปจดทะเบียนสมรสกัน

ข้อพิพาท: เมื่อมีการเลิกราหรือโต้แย้งสิทธิ โจทก์อ้างว่าที่ดิน 2 แปลงนี้เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน (กรรมสิทธิ์รวม) แต่จำเลยอ้างว่าเป็นสิทธิของตนเพียงผู้เดียวเพราะมีชื่อในเอกสารสิทธิและได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส

2. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356, 1357: ว่าด้วยเรื่อง กรรมสิทธิ์รวม (ทรัพย์สินที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นเจ้าของร่วมกันจากการลงแรงหรือลงเงินร่วมกัน)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471: ว่าด้วยเรื่อง สินส่วนตัว (ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474: ว่าด้วยเรื่อง สินสมรส (ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส)

3. บรรทัดฐานที่ศาลวางไว้

ศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยทรัพย์สินระหว่างคู่รักที่จดทะเบียนสมรสภายหลัง ดังนี้:

สถานะของทรัพย์สิน: ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างการอยู่กินฉันสามีภริยา (ก่อนจดทะเบียน) หากเกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน ให้ถือเป็น "กรรมสิทธิ์รวม" ตามสัดส่วนของแต่ละฝ่าย (หากไม่ชัดเจนให้สันนิษฐานว่าคนละส่วนเท่ากัน)

การจดทะเบียนสมรสไม่เปลี่ยนประเภททรัพย์: การจดทะเบียนสมรสในภายหลัง "ไม่มีผล" ย้อนหลังไปทำให้ทรัพย์ที่ได้มาก่อนหน้าเปลี่ยนสภาพจาก "กรรมสิทธิ์รวม" เป็น "สินสมรส"

หลักฐานการครอบครอง: แม้เอกสารสิทธิ (โฉนด) จะมีชื่อฝ่ายเดียว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินหรือแรงงานที่ทำมาหาได้ร่วมกันมาแลกเปลี่ยน ทรัพย์นั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยถือว่าฝ่ายที่มีชื่อเป็นผู้ถือครองแทนอีกฝ่ายหนึ่ง

สิทธิในการฟ้องร้อง: เมื่อเป็นกรรมสิทธิ์รวม อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องติดตามเอาส่วนแบ่งของตนได้ตามกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน (ไม่ใช่กฎหมายครอบครัวเรื่องการแบ่งสินสมรส)

สรุปสั้นๆ: "ของที่หามาด้วยกันก่อนจดทะเบียน คือ กรรมสิทธิ์รวม จดทะเบียนสมรสทีหลังก็ไม่ช่วยให้กลายเป็น สินสมรส และคนที่มีชื่อในโฉนดคนเดียวก็ฮุบไว้เองไม่ได้ถ้าอีกฝ่ายพิสูจน์ได้ว่าช่วยกันหามา"

#กฎหมายครอบครัว ⁠ ⁠#สินสมรส ⁠ ⁠#กรรมสิทธิ์รวม ⁠ ⁠#คำพิพากษาศาลฎีกา

5/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่าคดีเกี่ยวกับการแย่งชิงทรัพย์สินหลังจากอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสบ่อยครั้งสร้างความสับสนและความกังวลใจให้กับคู่รักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์สินเริ่มมีมูลค่าหรือมีชื่อแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเอกสารสิทธิ์ แม้ว่าจะดูเหมือนฝ่ายที่มีชื่อในโฉนดจะได้เปรียบ แต่ในความเป็นจริงกฎหมายได้ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์การร่วมทุนแรงกายหรือเงินทุนเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์รวม รวมทั้งผลกระทบของการจดทะเบียนสมรสที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะทรัพย์สินที่ทำมาก่อนหน้าเป็นสินสมรสได้ ในหลายกรณี ผมเจอคู่รักที่อยู่กันหลายปี ก่อนจะตัดสินใจจดทะเบียนสมรส และมีทรัพย์สินร่วมกัน เช่น ที่ดิน หรือธุรกิจร่วม ซึ่งฝ่ายที่ไม่ได้มีชื่อในโฉนดมักจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อได้เข้าใจคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทำให้สามารถใช้หลักฐานการเติมเต็มทุนและแรงกายมาช่วยพิสูจน์สิทธิ์ของตนได้ ศาลจะพิจารณาอย่างเป็นธรรม โดยให้พิจารณาทรัพย์สินที่หามาได้โดยร่วมกันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันตามสัดส่วนที่พิสูจน์ได้ หรือถ้าไม่ชัดเจนจะสมมุติให้เท่ากัน ดังนั้น เมื่อคู่รักที่อยู่กินก่อนจดทะเบียนสมรสมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน ผมอยากแนะนำให้เก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักฐานการชำระเงินร่วมกัน ใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ หรือการบันทึกการทำงานร่วมกัน เพื่อใช้ประกอบคำร้องในกรณีเกิดข้อพิพาทขึ้นมา นอกจากนี้ การจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสำคัญที่จะสร้างหลักประกันสิทธิ์ต่างๆ ได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนหน้านั้นเลย การเข้าใจตรงนี้ช่วยไม่ให้เกิดความคาดหวังที่ผิด และวางแผนการจัดการทรัพย์สินล่วงหน้าอย่างถูกต้อง สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าสำหรับคู่รักที่อยู่กินกันก่อนจดทะเบียนสมรส ควรมีการพูดคุยและทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ์ในทรัพย์สินตั้งแต่เนิ่น ๆ และอาจจะทำสัญญาร่วมทุนหรือสัญญาแบ่งทรัพย์สินไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดความขัดแย้งในอนาคตตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1356, 1357, 1471 และ 1474 ตามที่ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้