ในสมัยพุทธกาล บุรุษผู้หนึ่งชื่อตัมพทาฐิกะ มีตาเหลือกเหลือง มีเคราสีแดง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเพชฌฆาตมีหน้าที่ประหารชีวิตนักโทษหรือโจร นายตัมพทาฐิกะฆ่าโจรจำนวนมาก คราวละ 500 คนบ้าง คราวละ 1 คนบ้าง 2 คนบ้าง ทำงานนี้อยู่ 55 ปี
เมื่อเขาแก่ตัวลงไม่อาจตัดศีรษะนักโทษด้วยการฟันครั้งเดียวได้ ต้องฟัน 2-3 ครั้ง ทำให้นักโทษทรมานมากเขาจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งนั้นแล้วกลับไปอยู่บ้านในบั้นปลายชีวิต
วันหนึ่งพระสารีบุตรเถระออกจากนิโรธสมาบัติแล้วพิจารณาดูว่า " วันนี้ เราควรไปโปรดใคร" ท่านเห็นภัตตาหารในเรือนของนายตัมพทาฐิกะจึงใคร่ครวญว่า "บุรุษนั้นจะสงเคราะห์เราหรือไม่" ท่านรู้ว่า " เขาเห็นเราแล้วจะสงเคราะห์ เมื่อเขาได้ทำบุญแล้วจะได้สมบัติใหญ่" ท่านจึงห่มจีวร ถือบาตรแล้วไปยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนายตัมพทาฐิกะ
เมื่อนายตัมพทาฐิกะเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใสคิดว่า "เราเป็นเพชฌฆาตฆ่ามนุษย์เป็นอันมาก บัดนี้พระเถระมาโปรด เราจะถวายไทยธรรมแก่ท่าน" จึงเข้าไปหาพระเถระไหว้แล้วนิมนต์ให้นั่งในเรือน เขาเกลี่ยภัตตาหารลงในบาตร นิมนต์ท่านฉัน แล้วยืนพัดให้พระเถระ
เมื่อพระสารีบุตรฉันเสร็จแล้วท่านให้พรและแสดงธรรมแต่จิตใจข องนายตัมพทาฐิกะไม่สงบ พระเถระสังเกตเห็นจึงถามว่า " อุบาสก เหตุไร ท่านจึงไม่อาจทำจิตให้คล้อยไปตามธรรมเทศนา"
นายตัมพทาฐิกะกล่าวว่า "ข้าพเจ้าทำกรรมหยาบช้ามาสิ้นกาลนาน มนุษย์จำนวนมากถูกข้าพเจ้าฆ่าตาย ข้าพเจ้ามัวระลึกถึงกรรมของตนอยู่ จึงไม่อาจทำจิตให้คล้อยตามเทศนาของพระผู้เป็นเจ้าได้"
พระเถระคิดว่า "เราจักใช้กุศโลบายลวงบุรุษนั้น" จึงพูดว่า " ท่านได้กระทำตามชอบใจตนหรือถูกคนอื่นให้กระทำเล่า"นายตัมพทาฐิกะ กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ พระราชาให้ข้าพเจ้าทำ"
พระเถระกล่าวว่า " อุบาสก เมื่อเป็นเช่นนั้น อกุศลจะมีแก่ท่านอย่างไรหนอ"นายตัมพทาฐิกะเป็นคนโง่ ถูกพระเถระกล่าวอย่างนั้นจึงคิดว่า"อกุศลไม่มีแก่เรา" จึงกล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอท่านจงกล่าวธรรมเถิด" เมื่อพระเถระทำแสดงธรรมต่อไปเขาสามารถทำใจให้หยุดนิ่งไปตามลำดับและได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
คำอธิบาย และอ้างอิง
1. การฆ่าคนแม้ถูกใช้ให้ทำ คนทำก็ได้บาป แต่พระสารีบุตรใช้กุศโลบายลวงถามเพื่อให้นายตัมพทาฐิกะ เข้าใจไปเองว่า ไม่บาป จะได้สบายใจและสามารถรวมจิตให้สงบนิ่งและเป็นเหตุให้บรรลุธรรมในที่สุด
2. ทุกคนเคยพลั้งพลาดทำบาปกันมาทั้งนั้น เมื่อพลาดไปแล้วก็อย่าไปตามนึกถึงเพราะจะไม่สบายใจ และให้หยุดทำบาปทั้งปวง แล้วตั้งใจสั่งสมบุญ คือ ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ฯลฯ แล้วหมั่นนึกถึงบุญบ่อยๆ จะทำให้สบายใจ จิตผ่องใส เมื่อฟังธรรมหรือนั่งสมาธิก็จะทำจิตให้หยุดนิ่งได้ง่าย หากไม่เคยทำกร รมหนัก คืออนันตริยกรรม เช่น ฆ่าพ่อแม่ ฯลฯ ก็จะได้บรรลุธรรมในที่สุด
3. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 41 หน้า 418-424.








