ในสมัยพุทธกาล มีหญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี นางเป็นอุปัฏฐากของ "อาชีวกชื่อปาฏิกะ" ซึ่งเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนาแต่เพื่อนบ้านของนางเป็นชาวพุทธ เมื่อเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต่างก็พากันสรรเสริญพระพุทธคุณว่า "พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย น่าอัศจรรย์นัก"

หญิงนั้นฟังแล้วจึงอยากไปวัดเพื่อฟังธรรมบ้าง แต่อาชีวกปาฏิกะห้ามไว้เพราะเกรงว่า นางจะไปศรัทธาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงคิดว่า "พระผู้เป็นเจ้านี้ไม่ให้เราไปฟังธรรม งั้นเราจะนิมนต์พระศาสดามาแสดงธรรมที่บ้านในวันพรุ่งนี้"จึงส่งลูกชายไปนิมนต์

วันรุ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปเรือนของนางแต่เช้าตรู่นางถวายบังคมแล้วถวายภัตตาหารอันประณีต เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้วทรงอนุโมทนาและแสดงธรรมด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ

นางฟังธรรมแล้วให้สาธุการว่า "สาธุ สาธุ" อาชีวกนั่งอยู่ห้องข้างหลังได้ยินเสียงนางแล้ว ไม่อาจอดทนอยู่ได้ คิดว่า "ทีนี้แหละนางไม่เป็นของเราละ" แล้วออกไปด่านางและพระศาสดาว่า "อีกาลกิณี มึงเป็นคนฉิบหายมึงจงทำสักการะนี้แก่สมณะนั่นเถิด" แล้วออกจากเรือนไป

หญิงนั้นละอายเพราะถ้อยคำของอาชีวกนั้นจึงคิดฟุ้งซ่านพระศาสดาตรัสว่า "อุบาสิกา เธอไม่อาจทำจิตให้น้อมไปตามพระธรรมเทศนาหรือ" นางกราบทูลว่า เจ้าค่ะ เพราะถ้อยคำของอาชีวกนี้ จิตของข้าพระองค์ฟุ้งซ่านเสียแล้ว

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "นะ ปะเรสัง วิโลมานิ นะ ปะเรสัง กะตากะตัง อัตตะโน วะ อะเวกเขยฺยะ กะตานิ อะกะตานิ จะ. แปลว่า บุคคลไม่ควรเอาคำแสยงขนของคนอื่น (คนพาล) ไว้ในใจ ไม่ควรแลดูกิจที่ทำแล้วและยังมิได้ทำของคนอื่น พึงพิจารณากิจที่ทำแล้วและยังมิได้ทำของตนเท่านั้น"

เมื่อหญิงนั้นได้ฟังแล้วจึงคิดได้ จิตของนางจึงสงบไปตามลำดับ เมื่อจบพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

ข้อคิด และแหล่งอ้างอิง

1.บ่อยครั้งที่คนเราเมื่อถูกด่าว่าด้วยเรื่องที่ไม่เป็นธรรม ก็จะนำคำด่านั้นมานั่งคิด นั่งเสียใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ควรให้ราคากับคำด่าว่าเหล่านั้น หากเราไม่ผิดก็ปล่อยคำเหล่านั้นให้มันผ่านไป เอาเวลามาใส่ใจกับคำพูดของคนดี อันเป็นคำที่ฟังแล้วมีกำลังใจในการพัฒนาตนดีกว่าแล้วเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต หากเอาเวลาไปนั่งคิดนอนคิดกับคำพูดที่ไม่สร้างสรรค์ก็จะเสียเวลาเปล่า

2. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 41 หน้า 60 - 65

ขอบคุณข้อมูลแหล่งที่มา:เพจธรรมะในพระไตรปิฎก โดยพระมหา สมคิด ชยาภิรโต

6 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวเวลาที่เราถูกคนอื่นตำหนิหรือด่าทอในเรื่องที่เราไม่ได้ทำผิดจริง ๆ หลายครั้งที่คำพูดเหล่านั้นมันทำให้ใจเราฟุ้งซ่าน ทำให้เสียกำลังใจและคิดมากอย่างไม่มีประโยชน์ เมื่อได้อ่านธรรมะนี้จึงรู้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีประโยชน์มากในการจัดการกับอารมณ์ด้านลบเหล่านี้ พระพุทธเจ้าสอนให้เราหลีกเลี่ยงที่จะนำคำพูดของคนพาลที่ไม่มีเหตุผลหรือเจตนาไม่ดีมาเก็บไว้ในใจ เพราะนั่นจะเป็นการบ่อนทำลายจิตใจของเราเอง ในการใช้ชีวิตจริง เราน่าจะพยายามฝึกจิตใจให้แข็งแรงพอที่จะไม่ปล่อยให้คำพูดที่ไม่สร้างสรรค์มีอิทธิพลต่อการรู้สึกและการตัดสินใจของเรา เคล็ดลับอย่างหนึ่งคือพยายามหันไปใส่ใจคำพูดของคนดี ที่ให้กำลังใจและช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางจิตใจของเราแทน นอกจากนี้ คำสอนเรื่องการไม่ตามตรวจตรากิจของคนอื่น แต่ให้พิจารณากิจของตนเองนั้น สะท้อนถึงความสำคัญของการมีสมาธิและความรับผิดชอบต่อตนเอง การเอาใจใส่ในหน้าที่ของตนเองจะทำให้จิตใจสงบขึ้น และลดความรู้สึกกังวลหรือฟุ้งซ่านจากสิ่งรอบข้าง จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ มันช่วยให้เราตระหนักว่าจิตที่สงบเกิดจากการเลือกให้น้ำหนักและความสำคัญกับสิ่งที่เป็นประโยชน์จริง ๆ แล้วปล่อยวางกับสิ่งที่เป็นภาระใจโดยไม่จำเป็น เป็นการฝึกสมาธิและปัญญาไปในตัว สุดท้ายนี้ การบรรลุธรรมซึ่งเราอาจจะไม่เก่งเรื่องปฏิบัติธรรมลึกซึ้งเหมือนในพระไตรปิฎก แต่การนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้ใจแข็งแรงและมีความสุขมากขึ้นอย่างแท้จริง