Automatically translated.View original post

When food becomes addictive,

1/3 Edited to

... Read moreหลังอ่านหนังสือ “อร่อยลวงตาย” (แปลโดย เขมลักษณ์ ดีประวัติ) เราเริ่มสนใจคำว่า “มลพิษทางอาหาร” มากขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องอาหารสกปรกหรือของไม่สดอย่างเดียว แต่รวมถึง “สิ่งปนเปื้อน/สิ่งแวดล้อม” และ “สิ่งที่อุตสาหกรรมใส่เพิ่ม” ที่ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายเราได้รับของที่ไม่จำเป็นโดยไม่รู้ตัว สำหรับเรา มลพิษทางอาหารที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวันมี 2 แบบหลัก ๆ 1) มลพิษจากกระบวนการผลิตและสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมีตกค้างในผักผลไม้ น้ำมันทอดซ้ำ ควัน/เขม่าในพื้นที่ทำอาหาร หรือการเก็บรักษาไม่เหมาะสม 2) มลพิษจากอาหารแปรรูป/การปรุงแต่ง เช่น โซเดียมสูง น้ำตาลสูง ไขมันทรานส์ สี กลิ่น สารปรุงแต่งบางชนิด รวมถึง “รสชาติที่ถูกออกแบบให้กินเพลิน” จนเราหยุดยาก เหมือนสมองถูกฝึกให้โหยหาอาหารบางแบบ สิ่งที่หนังสือทำให้เราฉุกคิดคือ มลพิษทางอาหารมันเชื่อมกับพฤติกรรมการกินแบบ “เสพติด” ได้จริง ๆ ไม่ใช่เพราะเราขาดวินัยเสมอไป แต่เพราะอาหารบางประเภทถูกทำให้เคี้ยวง่าย หวานมันเค็มพอดี และเข้าถึงง่ายมาก พอเราหิว/เครียด/ง่วง ก็หยิบของเดิม ๆ มากินซ้ำโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นเราเลยลองปรับแบบไม่หักดิบ (เพราะหนังสือก็ไม่ได้บอกให้หยุดกินทุกอย่าง) แต่ใช้วิธี “เลือกกินฉลาดขึ้น” เช่น - อ่านฉลาก 3 อย่างก่อนซื้อ: น้ำตาล โซเดียม ไขมัน (ถ้าสูงหลายตัวพร้อมกัน เราจะวางก่อน) - ตั้งกติกาง่าย ๆ: ถ้าจะกินของแปรรูป เลือกให้เป็นมื้อเล็ก ไม่กินตอนหิวจัด - เพิ่มอาหารจริงในบ้านให้หยิบง่ายกว่า: ไข่ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ กล้วย ถั่วไม่ปรุงรส ผักล้างพร้อม - เวลาซื้อผักผลไม้ เราจะล้างให้จริงจังและแช่น้ำสะอาดเปลี่ยนน้ำหลายรอบ เพื่อลดความกังวลเรื่องสารตกค้าง (ทำเท่าที่ทำได้ ไม่เครียดเกิน) - ลดน้ำมันทอดซ้ำ: ถ้าต้องกินของทอด เลือกร้านที่ดูสะอาด น้ำมันไม่ดำ และไม่กินถี่ ถ้าใครกำลังค้นหาเรื่อง “มลพิษทางอาหาร” แล้วรู้สึกเริ่มกลัว แนะนำให้เริ่มจากการสังเกตตัวเองก่อนว่าเรามักเผลอกินอะไรตอนเครียดหรือเหนื่อย แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนทีละจุดแบบอยู่ได้จริง สำหรับเรา หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เหมือนเพื่อนเตือนสติ—ไม่ได้ห้ามกิน แต่ช่วยให้เรา “เลือก” ได้ดีขึ้นทุกวัน