ข้อดี-เสีย ช่างผมบริจาคเลือด

✂️ แก! ช่างผมอย่างเรา... ไปบริจาคเลือดกันไหม? (ข้อดีโคตรๆ vs. ข้อเสียที่ต้องเตรียมรับมือ)

เพื่อนๆ ช่างผมที่รักทุกคน... ฉันรู้ว่าหลังเลิกงานเราก็เมื่อยขา เมื่อยมือจะแย่ แต่เดี๋ยวก่อน! แกเคยคิดเรื่อง "การบริจาคโลหิต" ไหม? ฟังนะ... มันไม่ใช่แค่เรื่องบุญ แต่มีเรื่องดีๆ ที่แถมมาให้ชีวิตคนตัดผมอย่างเราด้วย!

🌟 Part I: ข้อดีที่ช่างผมอย่างแกจะได้ (Win-Win Situation!)

1. รีเซ็ตตัวเอง: ได้เม็ดเลือดใหม่ที่สดกว่าเดิม!

จำได้ไหมว่าร่างกายเราผลิตเม็ดเลือดใหม่ตลอด? เวลาเราบริจาคเลือด ร่างกายมันจะเข้าสู่โหมด "ฉุกเฉิน" และเริ่มสร้างเม็ดเลือดชุดใหม่มาแทน! เหมือนเป็นการ "รีเฟรช" เลือดเก่าๆ ให้กลายเป็นเลือดใหม่ที่โคตรสด ทำให้ระบบไหลเวียนดีขึ้น... ใครจะรู้ว่าอาจจะทำให้หน้าเราใสขึ้น สุขภาพดีขึ้น มีแรงยืนสู้กับลูกค้าคนต่อไปได้อีกเป็นชั่วโมงๆ!

2. ตรวจสุขภาพฟรีๆ แบบละเอียด!

ก่อนเจาะ เราต้องตรวจความดัน วัดอุณหภูมิ และที่สำคัญคือเขาจะเอาเลือดเราไปตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อร้ายแรงให้ด้วยนะ! เหมือนได้ "เช็คเครื่องยนต์" ของตัวเองฟรีๆ เลยอะ! ถ้ามีอะไรผิดปกติ เราจะได้รู้ตัวเร็วขึ้น ดีกว่าปล่อยเบลอไปเรื่อยๆ

3. สิทธิพิเศษยามจำเป็น (บัตรทองที่ไม่ใช่บัตรทอง)

อันนี้อาจจะเป็นเรื่องรอง แต่ถ้าวันนึง... พ่อแม่ พี่น้อง หรือแม้แต่ตัวแกเองต้องเข้าโรงพยาบาลและต้องการเลือดฉุกเฉิน ชื่อแกในฐานะผู้บริจาคจะช่วยให้ขั้นตอนการรับบริจาคโลหิตสำหรับคนที่แกรัก ง่ายและรวดเร็วขึ้น มาก! เหมือนมีเครดิตสะสมในธนาคารเลือดเลยนะเว้ย

4. บุญใหญ่ที่โคตรเรียล!

งานช่างผมก็คือการเติมความสุขให้คนอื่นด้วยทรงผม แต่การบริจาคเลือดคือการ "ต่อชีวิต" ให้คนอื่นเลยนะเว้ย! เลือดถุงเดียวช่วยได้หลายชีวิต! ลองคิดดูดิ... วันนี้แกยืนตัดผม แล้วอีกไม่กี่ชั่วโมง เลือดของแกอาจกำลังช่วยใครสักคนให้รอดจากอุบัติเหตุ ถือเป็น "ทรงผมแห่งชีวิต" ที่แท้ทรู!

⚠️ Part II: ข้อเสียที่ช่างผมต้องเตรียมรับมือ (เตือนแล้วนะ!)

อย่าเพิ่งพุ่งตัวไปบริจาคทันที! ฟังข้อเสียที่ส่งผลต่อการทำงานของเราก่อน เพราะอาชีพเราต้องใช้ร่างกายและสมาธิเยอะ:

1. อ่อนเพลีย + มึนๆ ในวันแรก (อันตรายมากนะ!)

นี่คือข้อเสียหลัก! หลังบริจาคเสร็จ แกจะรู้สึก วูบๆ มึนๆ เล็กน้อย ถึงแม้จะพักแล้วก็ตาม อาชีพเราต้องยืนนานๆ และใช้สมาธิในการจับกรรไกรคมๆ ถ้าแกมึนแล้วมือพลาด... ลูกค้าอาจไม่ได้ทรงผมสวยๆ แต่อาจได้บาดแผลแทนนะ!

💡 ทางแก้: บริจาคในวันศุกร์ หรือ ก่อนวันหยุดยาว เท่านั้น! ให้ร่างกายได้พักเต็มๆ 24 ชั่วโมงก่อนกลับไปยืนทำงาน

2. แขนระบม + ข้อจำกัดในการใช้แขนข้างที่เจาะ

แขนข้างที่เจาะอาจจะระบม มีรอยช้ำ หรือปวดตึงๆ สัก 1-2 วัน อาชีพช่างผมเราต้องยกแขน แกว่งกรรไกร และสระผมให้ลูกค้า การใช้แขนที่เจาะมาใหม่ๆ อาจจะ เกร็งและเมื่อยกว่าเดิม

💡 ทางแก้: บอกเจ้าหน้าที่เลยว่า "ขอเจาะแขนข้างที่ไม่ถนัด" เพื่อให้มือหลักของเรายังคงทำงานได้เต็มที่ไม่มีสะดุด

3. ถ้าขาดธาตุเหล็ก... จะแย่เอา!

ถ้าบริจาคถี่เกินไป (เช่น ผู้ชายทุก 3 เดือน, ผู้หญิงทุก 4 เดือน) โดยที่ไม่ได้บำรุงตัวเองให้ดี ร่างกายอาจขาดธาตุเหล็กได้ ซึ่งจะทำให้แก อ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีแรงทำงานเลย!

💡 ทางแก้: หลังบริจาคให้จัดหนัก! กินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงๆ เช่น ตับ, เนื้อแดง, ผักใบเขียวเข้ม และกินวิตามินตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ!

สรุปนะเพื่อน...

การเป็นช่างผมที่บริจาคโลหิตคือ โคตรเท่! เพราะเราใช้แรงกายในการสร้างความสวยงาม และยังใช้เลือดในการต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์อีก!

ถ้าพร้อมแล้ว... เลือกวันหยุดแล้วไปบริจาคกันเถอะ

#รีวิวอาชีพ #บริจาคเลือด #lemon8ไดอารี่#บอกบุญ

ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่
2025/11/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมคำถามยอดฮิตที่เราเจอบ่อยมากคือ “บริจาคเลือด 1 ถุง กี่ cc” เพราะหลายคนอยากรู้ว่าร่างกายเราเสียเลือดไปเยอะแค่ไหน จะมีผลกับการทำงาน (โดยเฉพาะสายยืนทั้งวันแบบช่างผม) หรือเปล่า จากประสบการณ์ที่เราไปบริจาคมา “เลือดเต็มถุง” โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณ 450 cc (มิลลิลิตร) และบางที่อาจมีความต่างเล็กน้อยตามมาตรฐานของหน่วยงาน/อุปกรณ์ที่ใช้ แต่ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือประมาณ “เกือบครึ่งลิตร” นั่นแหละ ซึ่งฟังดูเยอะ แต่ร่างกายคนเรามีกลไกชดเชยได้ และเขาจะมีขั้นตอนคัดกรองก่อนบริจาคอยู่แล้วเพื่อความปลอดภัย ถ้ากังวลว่าจะมึนไหม บอกตรงๆ ว่า “มีโอกาสมึน/อ่อนเพลียในวันแรก” โดยเฉพาะถ้านอนน้อย กินน้ำน้อย หรือรีบลุกเร็วเกินไป หลังบริจาคเราแนะนำให้ทำตามนี้เลย (ใช้ได้จริงมาก): 1) ก่อนวันไปบริจาค - นอนให้พอ (เราเน้นมาก เพราะถ้าอดนอนมีสิทธิ์หน้ามืด) - กินข้าวให้เรียบร้อย อย่าไปท้องว่าง และดื่มน้ำเยอะขึ้นเล็กน้อย - เลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนหน้า 2) ที่ศูนย์บริจาคจะมีขั้นตอนประมาณนี้ - ลงทะเบียนกรอกประวัติ (เหมือนที่หลายคนเห็นป้าย “ลงทะเบียน ผู้บริจาคโลหิต”) - ตรวจความเข้มข้นโลหิต/คัดกรองสุขภาพ วัดความดัน ฯลฯ - จากนั้นค่อยไปที่เตียงบริจาค (บางที่มีเลขเตียงชัดเจน) แล้วเจ้าหน้าที่จะดูแลตลอด 3) หลังบริจาค (สำคัญกับคนทำงานใช้แขน/ใช้กรรไกร) - นั่งพักให้ครบตามที่เจ้าหน้าที่บอก และค่อยๆ ลุก - ดื่มน้ำเพิ่ม + กินของว่างที่เขาให้ อย่าปฏิเสธ เขาช่วยกันมึนจริงๆ - เลี่ยงยกของหนัก/เกร็งแขนข้างที่เจาะในวันนั้น เพื่อกันช้ำและปวดตึง - ถ้าคุณเป็นช่างผมเหมือนเรา แนะนำ “ขอเจาะแขนข้างไม่ถนัด” จะได้ใช้มือหลักทำงานได้สะดวกกว่า 4) บำรุงธาตุเหล็กแบบไม่เครียด หลังบริจาคเราจะโฟกัสอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม และกินให้ครบมื้อ ช่วง 1-2 วันแรกจะรู้สึกดีขึ้นไวมาก สรุป: ถ้าถามว่า “บริจาคเลือด 1 ถุง กี่ cc” ให้จำง่ายๆ ประมาณ 450 cc และถ้าเตรียมตัวดี เลือกวันเหมาะๆ (เราเลือกก่อนวันหยุด/หลังเลิกงานที่ไม่ต้องยืนต่อยาวๆ) โอกาสมึนจะน้อยลงมาก แถมยังได้เช็กสุขภาพเบื้องต้นไปในตัวด้วย

ค้นหา ·
ข้อเสียบริจาคเลือด