“เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ทำไมยังไม่ลืมอีก”

.

ถ้าเคยได้ยินประโยคนี้ หรือเคยพูดมันออกไป — post นี้เขียนถึงคุณครับ

.

หลายคนคิดว่า trauma (บาดแผลในใจ)

เป็นแค่ “ความทรงจำแย่ๆ”

เหมือนความเศร้าทั่วไปที่เดี๋ยวเวลาผ่านไปก็คงดีขึ้นเอง

แต่จริงๆ แล้ว trauma ไม่ได้อยู่แค่ในความทรงจำครับ

มันอยู่ในระบบประสาท

อยู่ในร่างกาย

และอยู่ในความรู้สึกปลอดภัยของคนคนนั้น

.

คนที่ผ่าน trauma มา

ไม่ได้ “เลือก” ที่จะยังรู้สึกอยู่

เขาไม่ได้อ่อนแอ

ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ

และไม่ได้อยากจมอยู่กับอดีต

แค่ร่างกายของเขา

ยังจำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้อยู่

.

บางวันแค่ได้ยินเสียงบางเสียง

ได้กลิ่นบางอย่าง

หรือเจอสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวอะไรเลย

หัวสมองอาจรู้ว่า “ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”

แต่ร่างกายกลับรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในวันนั้นอีกครั้ง

โดยที่ห้ามมันไม่ได้ครับ

.

และสิ่งที่เหนื่อยและแย่ที่สุด

คือ trauma ไม่ได้ทำให้คน “พังให้เห็น”

.

เขายังไปทำงาน

ยังยิ้ม

ยังคุยเล่น

ยังดูปกติ

.

แต่ข้างใน

มีบางส่วนของเขาที่กำลังใช้พลังทั้งหมด

เพื่อประคองตัวเองในทุกวัน

.

ถ้าคุณกำลังแบกอะไรแบบนี้อยู่

อยากบอกว่า

คุณไม่ได้บ้า

ไม่ได้อ่อนแอ

และไม่ได้ “คิดมากเกินไป”

สิ่งที่คุณรู้สึก

มันสมเหตุสมผลมาก

สำหรับสิ่งที่คุณเคยผ่านมาครับ

.

และถ้าคุณเป็นคนข้างๆ ของใครสักคน

ที่ดูเหมือน “ยังไม่ move on”

บางทีเขาอาจไม่ได้ต้องการคำสอน

ไม่ได้ต้องการคำพูดปลอบใจเพื่อให้รีบเข้มแข็ง

เขาอาจแค่ต้องการใครสักคน

ที่ไม่รีบตัดสินว่าเขาควรรู้สึกยังไง

.

ลองเปลี่ยนจาก

“ทำไมยังเอามาคิดอยู่อีก”

เป็น

“มีอะไรที่เราช่วยได้ไหม”

.

บางครั้งแค่การมีใครสักคน

ที่เชื่อว่าสิ่งที่เรารู้สึกมันจริง

ก็ช่วยให้โลกใบเขาเบาลงได้มากแล้วครับ

.

ส่งต่อให้คนที่คุณนึกถึงได้เลยนะครับ

ทั้งคนที่กำลังแบกบางอย่างอยู่

และคนที่อยากเข้าใจเขามากขึ้น

— SMIND Mental Health Clinic —

#SMINDclinic #SMINDheal #trauma #บาดแผลในใจ

5/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สัมผัสกับผู้ที่เคยผ่านบาดแผลทางใจ อย่างบาดแผลที่มองไม่เห็นนี้มักจะมีผลสะสมในระบบประสาท และส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกายได้อย่างลึกซึ้ง แม้ผู้คนรอบข้างจะเห็นว่าเขายังยิ้มได้ ทำงานปกติ แต่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยความเครียดและความกลัวที่ซ่อนอยู่ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ "ร่างกายจะทำงานเหมือนสมองสองส่วน" คือสมองส่วนที่บอกว่าปลอดภัย แต่ร่างกายกลับทำงานแบบ "จำ" และตอบสนองเหมือนกับเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น เมื่อได้ยินเสียงที่คล้ายกัน หรือเจอกลิ่นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกกระวนกระวาย ซึ่งเป็นผลจากบาดแผลในใจที่ฝังลึกจนไม่สามารถควบคุมด้วยความคิดเพียงอย่างเดียวได้ นอกจากนี้ การมีใครสักคนที่พร้อมรับฟังแบบไม่ตัดสิน หรือไม่พยายามรีบแก้ไขความรู้สึกของผู้ที่เผชิญ Trauma นั้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือที่ล้ำค่ามาก เพราะบางครั้งแค่ได้รับการยอมรับว่าสิ่งที่รู้สึกมันสมเหตุสมผล ก็ช่วยให้โลกภายในของเขาเบาลงไปได้มาก ผมอยากฝากให้ทุกคนลองเปลี่ยนคำถามจาก "ทำไมยังไม่ลืม" เป็น "เราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง" เพราะการสนับสนุนด้วยความเข้าใจจะช่วยให้คนที่เจ็บปวดเหล่านี้เริ่มเดินหน้าต่อได้อย่างมีพลังและมั่นใจมากขึ้น นี่คือความจริงแท้ที่ผมประสบพบเจอ และอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงความสำคัญของการเข้าใจ Trauma ที่มากกว่าความทรงจำแย่ ๆ จริงๆ