คุณยังไปทำงานได้
ยังยิ้มได้
ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ครบทุกอย่าง
.
จนบางครั้ง
แม้แต่ตัวคุณเองก็เริ่มคิดว่า
"เราไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง"
เพราะในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่
คนที่มีปัญหาสุขภาพจิต
ต้องดูเศร้ามาก
ต้องร้องไห้ทุกวัน
หรือลุกจากเตียงไม่ได้
.
แต่ความจริงแล้ว...
ไม่ใช่ทุกคนที่กำลังทุกข์
จะมองออกว่ากำลังทุกข์
บางคนยังทำงานได้ดี
แต่ไม่รู้สึกมีความสุขกับอะไรเ ลย
บางคนยังหัวเราะได้
แต่พอกลับถึงบ้าน
กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
.
บางคนยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม
แต่ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา
ต้องใช้พลังงานมหาศาล
เพื่อผ่านวันนั้นไปให้ได้
.
ผมไม่ได้กำลังบอกว่าคุณป่วย
แต่อยากชวนให้ลองถามตัวเองดูว่า
ช่วงนี้...
คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่
หรือแค่กำลังพยายามเอาตัวรอดอยู่กันแน่?
จากประสบการณ์ที่ผมเคยผ่าน ช่วงเวลาที่ดูเหมือนทุกอย่างปกติ แต่ภายในกลับรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ คือช่วงเวลาที่ผมนึกได้ว่า ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้นที่ต้องดูแลใจเราเองก็สำคัญมากกว่าเดิม ไม่มีใครเห็นความเหนื่อย ความพยายามที่จะยิ้มและทำงานให้เหมือนเดิมในทุกวัน แต่บางทีภายในจิตใจมันเหนื่อยล้าและว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก เหมือนคำพูดที่ว่า "ทุกคนบอกว่าคุณดูปกติดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าคุณต้องใช้แรงแค่ไหนเพื่อให้ตัวเองดูปกติ" นี่คือสิ่งที่คนหลายคนอาจเผชิญ ทำให้ผมเข้าใจว่าการดูแลสุขภาพจิตไม่ได้หมายถึงต้องถึงขั้นร้องไห้ หรือไม่สามารถลุกจากเตียงได้เท่านั้น แต่บางครั้งมันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นฟังได้ การเหนื่อยที่ไม่ใช่แค่กาย แต่เป็นทั้งใจที่ต้องรับมือทุกวัน สิ่งที่ผมทำคือเริ่มมีสติอยู่กับตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ที่จะสอบถามความรู้สึกในแต่ละวันว่า เรากำลังใช้ชีวิตอย่างแท้จริง หรือแค่เอาตัวรอดไปวันๆ การพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยได้มากเหมือนกัน เพราะบางครั้งแค่มีคนรับฟังก็ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในความเหนื่อยล้านี้ ถ้าใครกำลังรู้สึกแบบนี้ อยากให้ลองถามตัวเองตามคำถามง่ายๆ ว่า "วันนี้คุณรู้สึกยังไง" และถ้าเหนื่อยเกินไป อย่างน้อยก็ให้เวลาตัวเองพัก และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะสุขภาพจิตที่แข็งแรงจะช่วยให้เรากลับมามีพลัง และพร้อมใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริงอีกครั้ง
