น้ำหอมแบรนด์คนไทยที่ชอบ
เราเป็นผู้หญิงที่ชอบของหอมๆ เครื่องหอม
และน้ำหอมก็เป็นอีกสิ่งที่ชอบ
หลังจากเห็นมีโปรเจค #januaxrenjun
เลยลองกดมาเพิ่มอีก 2 กลิ่น
ปกติเราใช้ Bonnie กับ Passion love และ Kiss me more
ต้องยอมรับว่ากลิ่นหอม มีความเป็นกลิ่นเฉพาะตัวทุกกลิ่น
ความติดทน: 2.5/5
ความหอม: 4/5
ราคา: 5/5
ความคุ้มค่า: 5/5
ใครสนใจลองไปลองกันดูนะ ถ้าอยากดมกลิ่นก็มีวางขายที่อีฟจ้ า
ถ้าใครกำลังหา “แบรนด์น้ำหอมไทย” ที่กลิ่นมีเอกลักษณ์แต่ราคาไม่แรง เราแนะนำให้เริ่มจากการเลือกกลิ่นตามโทนที่ชอบก่อนเลย เพราะน้ำหอมไทยหลายแบรนด์ทำกลิ่นได้หลากมาก ทั้งสายหวาน สายสดชื่น ไปจนถึงสายยูนิเซ็กส์แบบไม้ๆ ป่าๆ จากที่เราใช้มา เราจะชอบกลุ่มกลิ่นที่ “เข้าถึงง่าย ฉีดได้ทุกวัน” เป็นหลัก เช่นโทนหวานละมุนที่ไม่ได้หวานเลี่ยน บางกลิ่นจะเป็นหวานที่มีความซ่อนเปรี้ยว ทำให้ฟีลดูโตขึ้น เหมาะกับวัยทำงานมากกว่าแนวขนมจ๋าๆ ถ้าใครชอบแนวนี้ เวลาไปลองที่หน้าร้านให้สังเกตช่วงแห้ง (dry down) ด้วย เพราะตอนฉีดแรกๆ อาจหวานชัด แต่พอทิ้งไว้สักพักจะหอมละมุนขึ้นและดูแพงขึ้น อีกโทนที่น่าสนใจคือแนว “ยูนิเซ็กส์ไม้ๆ ป่าๆ” ฉีดแล้วให้ความเท่ สุขุม ใช้ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย กลิ่นแบบนี้เหมาะกับวันที่อยากแต่งตัวน้อยแต่ดูมีอะไร หรือวันที่ไม่อยากให้กลิ่นหวานนำเกินไป ทริคของเราคือถ้ากลิ่นไม้ดูเข้มไป ให้ฉีดน้อยลง (1–2 สเปรย์) แล้วฉีดที่เสื้อแทนผิว กลิ่นจะฟุ้งเบาๆ และอยู่ได้นานขึ้นในบางวัน เรื่องความติดทนของน้ำหอมไทย (รวมถึงที่เราใช้อยู่) เราว่าหลายตัวจะอยู่ระดับกลางๆ ถ้าอยากให้ติดทนขึ้น ลองทำตามนี้: - ทาโลชั่น/วาสลีนบางๆ ก่อนฉีดบริเวณจุดชีพจร - เลี่ยงการถูข้อมือ เพราะทำให้โน้ตกลิ่นเพี้ยนและจางไว - ฉีดซ้อน 2 จุด: ผิว 1 จุด + เสื้อ 1 จุด (ระวังคราบถ้าเป็นผ้าอ่อน) สำหรับคนอยากเริ่มลองแบรนด์น้ำหอมไทยแบบไม่พลาด เราแนะนำให้ไปลองดมที่ Eveandboy ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจซื้อขนาดจริง เพราะกลิ่นเดียวกันบนผิวแต่ละคนจะออกไม่เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสให้ลองเดินไปสัก 10–15 นาที แล้วค่อยกลับมาดมซ้ำ จะรู้เลยว่ากลิ่นไหน “ใช่” กับเราแบบอยู่ยาวๆ








