ที่พึ่ง
เรา ควรตรวจดูใจของตัวเองอยู่เสมอ ว่าใจเรา ยังไปหาอ้อนวอนร้องขอเอาสิ่งอื่น เข้ามาเป็นที่พึ่งอาศัยอยู่ หรือไม่
ถ้าหากว่า ใจเรายังไปหาที่พึ่งอื่นอยู่อีก ก็เชื่อได้เลยว่า ใจเรา ยังเข้าไม่ถึงรัตนตรัยทั้ง ๓ ได้เลย
ถ้าหากว่า บุคคลใด ใจเข้าถึงพระรัตนตรัยได้แล้ว จะไม่ยอมเชื่อสิ่งอื่นอีกเลยแม้แต่นิดเดียว จะวางเฉยไว้ทั้งหมด ไม่ยอมยึด
มีแต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยเท่าน ั้นแหละ จะมาพากันแสวงหาที่พึ่ง
ที่พึ่งคือ ความว่างของใจ ที่ไม่ไปเกาะยึด นั่นแหละดีที่สุด จุดจบมัน อยู่ตรงนี้เอง
ถ้าพวกเรายังยึดขันธ์ ๕ อยู่ ใจเราก็ ยังไม่เข้าถึงธรรม ถ้าใจเราเข้าถึงธรรมแล้ว ใจนั้น ต้องวางขันธ์ ๕ ทั้งหมด อยู่กับ ธรรมธาตุของใจจริงๆ ไม่ได้อิงอันอื่น ตื่นอยู่ รู้อยู่ เฉพาะตน จริงๆ
เวลาพูดออกมา ก็ ออกมาจากใจ จริงๆ
ไม่ได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ในขันธ์_๕ มา พูด.
ขันธ์ ๕ มีหน้าที่รับฟังอย่างเดียว ไม่ได้ปรุงได้แต่งเหมือนแต่ก่อน
ผู้รู้ธรรม ก็คือใจ ผู้เห็นธรรมก็คือ ใจ ผู้เป็นธรรมก็คือ ใจเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่น จะมารู้มาเห็น มาเป็นให้เลย
เพราะสิ่งอื่น เป็นของว่างหมด แต่ว่าความว่างของใจไม่ใช่ความว่างของโลก มัน อยู่เหนือโลก เหนือสมมุติทั้งหมดจน ไม่มีที่หมาย จะรู้ได้เฉพาะตนเองเท่านั้น สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง
ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น
จะนำเอาออกมาให้ คนอื่น ดู ไม่ได้ ถ้าหากว่าใครอยากดูก็ให้ไปดูเอาเอง แต่ต้องดูที่ ใจตัวเอง อย่าไปดูของคนอื่น ถ้าไปดูใจของคนอื่นแล้ว ไม่ใช่ปัจจัตตัง .
หลวงปู่คูณ สิริจันโท.






