คำว่า “ศีล” หากมองเพียงในความหมายของข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติ ย่อมไม่ผิด แต่ก็ยังไม่ใช่ความหมายทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เพราะ ศีลในความหมายที่ลึกกว่านั้น คือ ความเป็นปกติของจิต ความปกติที่ไม่เอนเอียงไปตามความโลภ ความโกรธ และความหลง จน สามารถเห็น สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงได้

ศีล ๕ ศีล ๘ หรือศีลของบรรพชิต ล้วนมีคุณค่าในการอยู่ร่วมกันของสังคม เป็นรากฐานให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบร้อย แต่ศีลที่พระพุทธเจ้า ทรงชี้เพื่อความพ้นทุกข์นั้น ไม่ได้หยุดอยู่ เพียงการรักษากฎ หากเป็น ศีลที่ทำหน้าที่ตัดกำลังของกิเลส ทำให้โทสะ อ่อนกำลัง โลภะลดลง และโมหะ ค่อย ๆ คลายตัว เพราะเมื่อความหลงลดลง ความยึดมั่น ก็ ลดลงตาม.

ความเป็นปกติเช่นนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องไปแสวงหาจากที่ใด ทุกคนมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ คนไทยหรือคนต่างชาติ นักบวชหรือฆราวาส เพราะ ธรรมชาติของจิต ย่อมสามารถรู้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่บ่อยครั้งความรู้สึกตัว ถูกความคิด ความเคยชิน และอารมณ์ต่าง ๆ กลบเอาไว้.

เมื่อเราหันกลับมารู้กาย รู้ลมหายใจ รู้ความคิดที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ขณะนั้นเอง ความเป็นปกติ ก็เริ่มทำงาน เราไม่ได้ห้ามความคิด ไม่ได้ผลักไสอารมณ์ แต่เพียงเห็นว่า มันเกิดขึ้น แล้วดับไป การเห็นเช่นนี้เอง คือ การที่สติและความหมายรู้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เมื่อรู้จริง ก็ ไม่หลงตาม เมื่อเห็นจริง ก็ ไม่ลืมตัว.

หนทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่ได้พาเรา ให้ เอนเอียงไปทางใด ไม่ใช่การกดข่มตนเอง และไม่ใช่การปล่อยตามใจตนเอง แต่เป็น ทางสายกลางที่อาศัยความรู้สึกตัวเป็น เครื่องคลี่คลายความหลง เมื่อโมหะลดลง โลภะและโทสะ ก็ขาดกำลังไปเอง ความสงบ จึงไม่ได้เกิดจากการทำจิตให้นิ่งเฉย หากเกิดจากการมีปัญญา รู้เท่าทันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน .

เมื่อจิตเป็นปกติ ความสะอาด ความสว่าง และความสงบก็ ปรากฏขึ้นเอง จิตไม่ถูกลากไปด้วยความยินดีหรือความยินร้าย ไม่ถูกรบกวนด้วยการยึดมั่นถือมั่น พร้อมจะรับรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงอย่างแช่มชัด นี่คือ ความสงบที่เกิดจากการรู้ ไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากการไม่รับรู้อะไรเลย และนี่เองคือ ศีลในความหมายของการปฏิบัติ ที่ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ชี้ให้เห็นว่า เป็นความเป็นปกติซึ่งมีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เพียงรอให้เรา กลับมารู้สึกตัวเท่านั้น .

1 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม การเข้าใจศีลในมุมที่ลึกซึ้งต่างจากสิ่งที่เคยถูกสอนมาตั้งแต่เด็กคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ผมเคยคิดว่าศีลเป็นเพียงข้อห้ามที่ต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาความเรียบร้อยในสังคมเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มฝึกสติรู้กายรู้ลมหายใจ พบว่าศีลจริงๆ คือการทำให้จิตใจเรากลับมาอยู่ในความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวไปตามความโลภ โกรธ หรืองมงาย ขณะที่ฝึกอย่างต่อเนื่อง ผมสังเกตเห็นว่าเมื่อจิตใจเริ่มสงบลง ความยึดมั่นถือมั่นลดลง เราจะไม่ถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่ทำให้เสียสมดุลง่ายๆ เวลาพบเจอกับความยากลำบากหรืออารมณ์ที่รุนแรง จะสามารถอยู่กับมันได้โดยไม่ตามไปกับมัน การรู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกในปัจจุบันช่วยให้เปิดทางให้ปัญญาเกิดขึ้นแทนความหลงและความยึดติด ศีลที่เป็นการรู้ตัวนี้ ไม่ใช่การบังคับห้ามใจอย่างเคร่งครัด แต่เป็นการเข้าใจในธรรมชาติของจิตใจ ทำให้มันอ่อนแรงลงโดยธรรมชาติ เมื่อความหลงน้อยลงก็ทำให้เกิดความสงบที่แท้จริง นั่นคือความสงบที่เกิดจากการรู้ ไม่ใช่จากการหนีหรือหลีกเลี่ยงความจริง สิ่งนี้เองทำให้ผมรู้สึกว่าศีลไม่ได้เป็นเรื่องยากหรือไกลตัวเลย ทุกคนสามารถกลับมารู้สึกตัวและสัมผัสความสงบในใจได้ เพียงแต่ต้องฝึกฝนและใส่ใจในปัจจุบันขณะอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นหนทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ เพื่อให้มีกำลังใจและปลอดภัยจากทุกข์ที่เกิดจากความหลงในใจค่ะ