ยา
การนำยาที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่ ด้วยจุดประสงค์อื่น (Drug repurposing) เป็นแนวทางหนึ่งในการค้นหายารักษามะเร็งที่เข้าถึงได้ง่ายและมีพิษต่ำ
ไอเวอร์เมกตินและเมเบนดาโซลแสดงให้เห็นถึงฤทธิ์ต้านมะเร็งหลายเป้าหมายใน การศึกษาระยะก่อนคลินิก
มีการทดสอบรวมถึงการยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและการกำหนดเป้าหมายเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง
รายงานนี้ ประเมินผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยรายงานในโลกแห่งความเป็นจร ิง (real world experience ) ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้โปรโตคอลการรักษาแบบผสมผสานนี้
วิธีการ: วิเคราะห์กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง 197 รายที่ได้รับการสั่งจ่ายยาไอเวอร์เมคตินและเมเบนดาโซลแบบนอกเหนือข้อบ่งใช้ ผ่านแพลตฟอร์มการแพทย์ทางไกลโดยผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่ได้รับอนุญาตในสหรัฐอเมริกา
ผู้เข้าร่วมได้รับยาแคปซูลรับประทานที่ปรุงขึ้นเองซึ่งประกอบด้วยไอเวอร์เมคติน 25 มิลลิกรัมและเมเบนดาโซล 250 มิลลิกรัม /1 เม็ด
การประเมินโปรแกรมทางคลินิก ข้อมูลถูกรวบรวมผ่านแบบสำรวจดิจิทัลมาตรฐานโดยสมัครใจ ณ จุดเริ่มต้นและในการติดตามผลประมาณ 6 เดือน
ในกลุ่มผู้ป่วยเริ่มต้น (N = 197) ได้มีการประเมินลักษณะพื้นฐาน รวมถึงชนิดของมะเร็งและสถานะของโรค
ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 122 คนทำแบบสำรวจต ิดตามผลเสร็จสมบูรณ์ (อัตราการตอบกลับ 61.9%) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของมะเร็งที่รายงานด้วยตนเอง การปฏิบัติตามการใช้ยา และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI) ถูกคำนวณสำหรับมาตรวัดผลลัพธ์หลักโดยใช้วิธีคะแนนวิลสัน การวิเคราะห์แบบแบ่งกลุ่มตามขนาดยาสำหรับผลลัพธ์และความปลอดภัยดำเนินการโดยใช้สถิติไคสแควร์
ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยมะเร็งที่หลากหลาย โดยมีอายุเฉลี่ย 67 ปี และมีการกระจายเพศที่เกือบสมดุล (ชาย 52.3% หญิง 47.7%)
ประเภทของมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งต่อมลูกหมาก (27.9%) มะเร็งเต้านม (18.3%) มะเร็งปอด (8.6%) มะเร็งลำไส้ใหญ่ (5.1%) มะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ (4.6%) มะเร็งตับอ่อน (3.0%) มะเร็งตับ (2.5%) มะเร็งนรีเวช (2.5%) และมะเร็งระบบเลือด (2.5%)
ณ เวลาที่เข้าร่วมการศึกษา ผู้เข้าร่วมมีระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก 1.2 ปี
โดย 37.1% มีอาการของโรคกำเริบ
ในการติดตามผลที่ 6 เดือน พบว่าการปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาอยู่ในระดับสูง โดย 86.9% ของผู้เข้าร่วมรับประทาน ยา
ไอเวอร์เมคติน-เมเบนดาโซลครบ 90 แคปซูลตามที่แพทย์สั่ง และ 66.4% ยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาต่อไปที่ 6 เดือน
อัตราส่วนผลประโยชน์ทางคลินิก (CBR) อยู่ที่ 84.4% (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 77.0–89.8%) ที่น่าสังเกตคือ 48.4% (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 39.7–57.1%) ของกลุ่มตัวอย่างรายงานผลลัพธ์เชิงบวกที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งประกอบด้วย
• การถดถอยของโรค (15.6%; ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 10.2–23.0%) หรือ
• ไม่มีหลักฐานของโรคในปัจจุบัน (no current evidence of disease NED, 32.8%; ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 25.1–41.5%)
• 36.1% (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 28.1–44.9%) ของผู้เข้าร่วมรายงานว่าโรคคงที่
• ในขณะที่ 15.6% (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 10.2–23.0%) รายงานว่าโรคมีการลุกลาม
• และ 25.4% รายงานผลข้างเคียงเล็กน้อย (ส่วนใหญ่เป็นระบบทางเดินอาหาร) โดย 93.6% ของผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงได้รับการรักษาต่อเนื่องโดยมีการปรับขนาดยาเล็กน้อย
ผู้เข้าร่วมบางรายรายงานว่าได้รับการรักษาแบบดั้งเดิมควบคู่กันไป ได้แก่
เคมีบำบัด (27.9%) รังสีบำบัด (21.3%) และการผ่าตัด (19.7%) รวมถึงการรักษาเสริม เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (49.2%) การปรับเปลี่ยนอาหาร (37.7%) และวิธีการรักษาแบบบูรณาการอื่นๆ
ข้อสรุป: ในการศึกษาแบบไปข้างหน้าในสภาพแวดล้อมจริงนี้ การใช้ยาไอเวอร์เมคตินและเมเบนดาโซลร่วมกันมีความสัมพันธ์กับอัตราการรายงานผลประโยชน์ทางคลินิกที่สูง โดยเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายเหล่านี้รายงานว่าเนื้องอกยุบตัวลง หรือไม่มีลักษณะของโรคเหลืออยู่
ผลกา รวิจัยเหล่านี้ให้สัญญาณทางคลินิกที่น่าสนใจว่ายาเหล่านี้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ดี และอาจให้ประโยชน์ในการรักษา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการศึกษาแบบสังเกตการณ์ การพึ่งพาผลลัพธ์ที่รายงานด้วยตนเอง และศักยภาพของอคติในการเลือกและการรบกวนที่ควบคุมไม่ได้
ผลการวิจัยเหล่านี้จึงควรตีความว่าเป็นเพียงการสร้างสมมติฐานเท่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก เพื่อยืนยันข้อสังเกตเหล่านี้และกำหนดกลยุทธ์การให้ยาที่เหมาะสมที่สุดต่อไป
Real-World Clinical Outcomes of Ivermectin and Mebendazole in Cancer Patients: Results from a Prospective Observational Cohort
https://zenodo.org/records/19455636?fbclid=IwZnRzaARNAhlleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEegnI9DbTxnhqyZ1gjQyZ-fWXvxwZqYuAI2cu265sXFQELQe-wWcpRRCjz6CA_aem_-cZWmXONBIwzKjU5kVohUQ
รายงานนี้บรรจุในคลังข้อมูลZenodo ซึ่งเป็น คลังข้อมูลแบบเปิด (Open Repository) สำหรั บนักวิจัยและนักวิชาการ พัฒนาโดย CERN และ OpenAIRE เพื่อใช้จัดเก็บ แชร์ และรักษาผลงานวิจัยทุกประเภท เช่น ชุดข้อมูล (Datasets) ซอฟต์แวร์, รายงาน, และเอกสารประกอบการประชุม โดยระบบจะให้เลข DOI (Digital Object Identifier) เพื่อให้ผลงานนั้นอ้างอิงได้สากลและเข้าถึงได้ฟรี
ทั้งนี้ CERN คือ องค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1954 เพื่อวิจัยองค์ประกอบพื้นฐานของสสารและไขความลับของจักรวาล โดยใช้เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่
OpenAIRE (Open Access Infrastructure for Research in Europe) คือโครงการความร่วมมือระดับนานาชาติจากยุโรปที่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม Open Science (วิทยาศาสตร์เปิด) โดยมีหน้าที่หลักคือการรวบรวม เชื่อมโยง และเผยแพร่ผลงานวิจัยต่างๆ เช่น บทความวิจัย ชุดข้อมูล (Datasets) และซอฟต์แวร์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้โดยอิสระ
รายการredacted สัมภาษณ์ผ ู้รายงานบทความ
https://youtu.be/Ck4_fX1xaaw?si=qGB34L4gTP0bx4jt
ศ.นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
และ
เครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์ สุขภาพเพื่อคนไทย
#ยาต้านมะเร็ง #ยาถ่ายพยาธิต้านเซลล์มะเร็ง #มะเร็ง #ติดเทรนด์ #รู้เรื่องมะเร็ง
การรีเพอร์โพสซิ่งยา (Drug repurposing) ถือเป็นแนวทางสำคัญในการค้นหาวิธีรักษาโรคมะเร็ง โดยการนำยาเดิมที่เคยใช้ในภาวะอื่นมาปรับใช้เพื่อประสิทธิภาพใหม่ๆ ที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ในกรณีนี้ไอเวอร์เมคตินและเมเบนดาโซลซึ่งเป็นยาถ่ายพยาธิได้รับการศึกษาในระยะก่อนคลินิกและพบว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็งหลายเป้าหมาย เช่น การยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง และการตัดวงจรการเติบโตของเซลล์มะเร็งผ่านการรบกวนโครงสร้างไมโครทูบูล (microtubules) รวมถึงกระตุ้นการตายของเซลล์ (apoptosis) จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยที่ใช้โปรโตคอลนี้ร่วมกับการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัดและรังสีบำบัด พบว่ามีการปฏิบัติตามคำแนะนำใช้ยาในระดับสูงและผลทางคลินิกที่น่าพอใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่รายงานว่าเนื้องอกยุบตัวหรือไม่มีหลักฐานของโรคถึงร้อยละ 48 แม้จะมีรายงานผลข้างเคียงเล็กน้อยส่วนใหญ่เป็นอาการทางเดินอาหาร แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงรักษาต่อได้โดยปรับขนาดยาเล็กน้อย อย่างไรก็ดี การศึกษานี้เป็นแบบสังเกตการณ์และอาศัยผลที่ผู้ป่วยรายงานเอง อาจมีข้อจำกัดด้านอคติและความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล จึงจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเพื่อยืนยันผลและกำหนดแนวทางใช้ยาในอนาคตอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การวิจัยต่อในมนุษย์เกี่ยวกับผลกระทบและกลไกของเมเบนดาโซลต่อเซลล์มะเร็งก็ยังต้องดำเนินต่อไปเพื่อพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ติดตามและสนใจเรื่องยาต้านมะเร็งจากยาที่มีอยู่แล้วนี้ ควรรับฟังข้อมูลทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญและไม่ควรใช้ยาดังกล่าวทดแทนการรักษามาตรฐานโดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้



