“ศ.ดร.ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย หารือร่วมรับฟัง “ชัชชาติ-ทีม กทม.” ชูแนวคิด “Empower” เชื่อมต่อรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ - ดันรถไฟฟ้า 20 บาท - แก้ปัญหายาเสพติด

กรุงเทพมหานคร (8 มกราคม 2569) - ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะทำงาน เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการเมืองหลวงในมิติต่างๆ โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง

- ชัชชาติย้ำ กทม. ยินดีต้อนรับทุกพรรค เปิดประตูแลกเปลี่ยนนวัตกรรมจัดการเมือง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต้อนรับระบุว่า กรุงเทพมหานครยินดีต้อนรับทุกพรรคการเมืองที่จะมาเยี่ยมเรา ซึ่งพรรคเพื่อไทยติดต่อมาเป็นพรรคแรกว่าจะมาศึกษาระบบการบริหารจัดการของกรุงเทพฯ เรายินดีที่จะแลกเปลี่ยนเพราะพรรคการเมืองคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เราก็สามารถร่วมกันทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้ ผลงานที่เราภูมิใจคือระบบ Traffy Fondue ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำให้ประชาชนร่วมแจ้งปัญหาและรับเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ จนปัจจุบันสามารถลัดขั้นตอนให้ข้าราชการหันหลังให้ผู้ว่าฯ แต่หันหน้าเข้าหาประชาชน ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ระบบนี้แก้ปัญหาไปได้กว่า 900,000 เรื่อง จาก 1 ล้านเรื่อง นี่คือ Smart protocol ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีกระจายอำนาจ และมีประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนที่สะดวกทุกที่ อยู่ที่บ้านก็แจ้งได้ เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดข้าราชการและไม่มี Gatekeeper

- ศ.ดร.ยศชนัน ชูนโยบาย “Empower กทม.” ทลายข้อจำกัดงบประมาณและอำนาจหน้าที่

ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปเรื่องการบริหารจัดการจราจรด้วยระบบ AI, การบริหารจัดการระบบน้ำท่วม และการใช้งานระบบ Traffy Fondue ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายโดยเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองหลวงคือการ “เอ็มพาวเวอร์” (Empower) หรือการเพิ่มขีดความสามารถและอำนาจหน้าที่ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะในโครงการที่ กทม. ดำเนินการอยู่แล้วซึ่งพร้อมที่จะเข้ามารับไม้ต่อและขยายผลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

จากการลงพื้นที่ ศ.ดร. ยศชนัน ระบุว่าพบปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยเฉพาะ “ช่องว่างทางงบประมาณ” และข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจที่ กทม. ไม่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหา กทม. มักตกเป็นจำเลยหลัก ทั้งที่เป็นข้อจำกัดเชิงระบบ ดังนั้น การสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับรัฐบาลกลางจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทลายข้อจำกัดเหล่านี้

- เร่งแก้ปัญหายาเสพติด-น้ำกระท่อม พร้อมดันรถไฟฟ้า 20 บาท และเป้าหมาย Net Zero

ในมิติของปัญหาสังคม ศ.ดร. ยศชนัน แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของน้ำกระท่อมและกัญชาในชุมชน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงในครอบครัวและการทำร้ายร่างกายบุพการี แนวทางแก้ไขคือต้องนำโมเดล “ศูนย์บำบัดยาเสพติด” จากต่างจังหวัดที่ประสบความสำเร็จมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของคนเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เสนอแผนผลักดัน “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ผ่านกลไกการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอุดหนุน (Subsidize) เมื่อราคาสมเหตุสมผลจะดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมุ่งสู่เป้าหมายเมือง Net Zero ด้วยการจัดการขยะเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ ยังเสนอการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในลักษณะ Day Trip และการทำ One Stop Service เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการยกระดับโรงเรียนสังกัด กทม. ผ่านโมเดลกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาชีวะเพื่อ Upskill และ Reskill แรงงาน ให้มีการ Matching งานที่ตรงกับตลาด เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพฯ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเมืองในท้ายที่สุด

สำหรับผู้เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ ประกอบด้วย คณะจากพรรคเพื่อไทย ได้แก่ ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ, และ นายวิพุธ ศรีวะอุไร กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และประธานสภากรุงเทพมหานคร ขณะที่ฝั่งผู้บริหารกรุงเทพมหานคร นำโดย #ผู้ว่ากทม #ข่าวtiktok #พรรคเพื่อไทย #นายก

1/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการบริหารจัดการเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับการพัฒนาระบบพื้นฐานและนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน การที่ศ.ดร.ยศชนันได้เสนอแนวคิด "Empower" หรือการเพิ่มอำนาจหน้าที่และขีดความสามารถให้กับ กทม. ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยลดความซับซ้อนจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐในระดับต่างๆ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ติดตามนโยบายและผลงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พบว่า ระบบ Traffy Fondue เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาโดยตรง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งปัญหาได้สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำงานได้ตรงจุดและลดความล่าช้า นับเป็นการเปลี่ยนผ่านวิธีคิดและวิธีทำงานของข้าราชการอย่างแท้จริง สำหรับโครงการรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสายที่มีการผลักดันร่วมกับภาคเอกชนเพื่ออุดหนุนราคาค่าโดยสาร ถือว่าเป็นนโยบายที่น่าสนใจมาก เพราะจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ส่งผลดีต่อการลดปัญหาการจราจรติดขัดและฝุ่น PM 2.5 อันเป็นปัญหาหลักของกรุงเทพฯ นอกจากนั้นยังเป็นการก้าวสู่เป้าหมายเมืองที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ผ่านการจัดการขยะและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดและน้ำกระท่อมนั้น จำเป็นต้องใช้รูปแบบศูนย์บำบัดที่เหมาะกับบริบทของคนเมืองมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความรุนแรงในครอบครัวและชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จในต่างจังหวัดมาใช้ในเมืองใหญ่ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายชุมชนจะช่วยลดปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแท้จริง ท้ายสุด การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาระดับอาชีพเพื่อ Upskill และ Reskill จะช่วยสร้างแรงงานมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน นโยบายนี้จะช่วยลดความแออัดในกรุงเทพฯ และยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองอย่างครอบคลุม ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนการมองภาพรวมอย่างรอบด้านและเน้นการทำงานแบบไร้รอยต่อตามแนวคิด Empower จริงๆ