"Market access without competitiveness produces neither resilience nor prosperity" - การเปิดตลาดใหม่ ต้องไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้จริง 💡

สรุปประเด็นจากเวที ADB-World Bank Trade Forum 2026 วันนี้ครับ ท่ามกลางยุคที่การค้าโลกแบ่งขั้ว หลายท่านคงจำเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษี 36% ได้ เหตุการณ์นั้นสร้างแรงกระเพื่อมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจ และเป็นเครื่องเตือนใจว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของ GDP อย่างไทย จะตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป

วันนี้ผมได้แลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนความกดดันนี้ให้เป็นโอกาสผ่านการเดินหน้า 2 ส่วนสำคัญ:

1️⃣ รุกเปิดตลาดใหม่ด้วย FTA: เรากำลังเร่งเดินหน้าเจรจา FTA เชิงรุก ควบคู่ไปกับการสานต่อ RCEP และดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเฉพาะ FTA ไทย-EU ที่เจรจามาอย่างยาวนาน แต่วันนี้ด้วยเสถียรภาพและเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ของรัฐบาล เราพร้อมเดินหน้าผลักดันให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

2️⃣ ใช้ FTA เป็น "แรงผลักดัน" ในการยกระดับเศรษฐกิจไทย: เราไม่ได้แค่หาตลาดใหม่ แต่เราใช้การเจรจาที่มีมาตรฐานสูงเหล่านี้เป็น "กลไกสำคัญ" (Leverage) ในการรื้อกฎหมายที่ล้าหลัง ทลายข้อจำกัด (Red tape) เพื่อยกระดับความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) ผลักดัน EV และอิเล็กทรอนิกส์ ให้โตไปพร้อมกัน

เพราะท้ายที่สุด การเปิดตลาดจะไม่มีประโยชน์เลย หากอุตสาหกรรมในประเทศแข่งขันไม่ได้ เรามีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะผลักดันกติกาเหล่านี้ เพื่อให้ไทยมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานโลก #ข่าวtiktok #รัฐบาลไทย #อาร์ทวีระพงษ์ #วีระพงษ์ประภา #กระทรวงพาณิชย์

5/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเปิดตลาดใหม่ในยุคที่ระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ท้าทายและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับประเทศไทย ผมมีประสบการณ์ในการติดตามกระบวนการเจรจา FTA อยู่ช่วงหนึ่ง และเห็นชัดว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการแค่เข้าถึงตลาดเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับการเตรียมพร้อมของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ สิ่งที่สำคัญคือการเชื่อมโยงนโยบายการค้าไปยังการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหัวใจของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต การทำความเข้าใจและปรับตัวให้ทันกับมาตรฐานระดับสากล ทำให้ธุรกิจไทยมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ประสบการณ์ตรงจากการทำธุรกิจและติดต่อกับภาครัฐ ทำให้ผมเห็นว่าการลดข้อจำกัดและปัญหาด้านกฎหมายล้าหลัง รวมถึงการทลายระบบราชการที่ซับซ้อน เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น (Ease of Doing Business) เมื่อธุรกิจไทยสามารถดำเนินงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น จะทำให้พร้อมรับมือและใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดใหม่อย่างเต็มที่ ท้ายที่สุด ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการเจรจา FTA ไทย-EU และความต่อเนื่องในความร่วมมือของ RCEP รวมถึงเป้าหมายการเข้าร่วม OECD เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยพร้อมเปิดโอกาสทางการค้าอย่างโปร่งใส และตั้งเป้าจะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานโลก นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน