ศธ. ผนึก อว. สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ชูนวัตกรรม "Joint Accreditation" เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศไทย และประเทศเยอรมนี
วันนี้ (23 มิถุนายน 2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ ASIIN-MHESI-ONESQA Thailand Conference 2026 เพื่อเดินหน้าพลิกโฉมมาตรฐานมหาวิทยาลัยไทย ผ่านนวัตกรรมการประเมินคุณภาพร่วม "Joint Accreditation" นำร่องยกระดับก ลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง มุ่งปั้น “ทุนมนุษย์” ที่พร้อมตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมี นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมด้วย ณ โรงแรมรามาดา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ
นายอัครนันท์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีกลไกสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพของคนไทยด้วยการจัดการศึกษาแบบไร้รอยต่อในทุกระดับตั้งแต่การศึกษาขั้นปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา รวมถึงการจัดการเรียนรู้ในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิกา ร ก่อนส่งต่อไปยังสถาบันอุดมศึกษา จึงได้บูรณาการความร่วมมือสร้างและพัฒนา “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ การจะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและก้าวไปสู่การเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยการยกระดับการศึกษาให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่างเต็มรูปแบบ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้พัฒนานวัตกรรมระบบการประเมินแบบรับรองร่วมกัน หรือ Joint Accreditation ซึ่งได้นำเกณฑ์การประเมินที่มีคุณภาพจากสถาบัน ASIIN ประเทศเยอรมนีที่ถูกบรรจุอยู่ในฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาแห่งยุโรปที่ได้รับการยอมรับมาใช้ สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับคุณภาพการศึกษาของไทย ส่งต่อ สู่เป้าหมายยระดับศักยภาพคนไทยให้มีทักษะความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจทั้งของประเทศ และพลวัตของเศรษฐกิจโลกในยุคดิจิทัล
นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การบริหารทุนมนุษย์จำเป็นต้องทำงานเชิงรุกร่วมกันหลายกระทรวง ทั้ง ศธ. อว. กระทรวงแรงงาน และ พม. เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้เท่าทันโลกและตอบโจทย์ตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดย ศธ. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความตั้งใจขับเคลื่อน พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ การปรับปรุงหลักสูตร สพฐ. การลดภาระครู ตลอดจนการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) ซึ่งเชื่อมั่นว่าภาพการบูรณาการที่ชัดเจนระหว่างภาคการศึกษาและตลาดแรงงานยุคใหม่นี้ จะช่วยขับเคลื่อนให้เด็กไทยเรียนจบมาแล้วมีงานทำและมีรายได้ที่ดี โดยจะเห็นการเปล ี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2-3 ปีนี้อย่างแน่นอน #ข่าวtiktok #พรรคเพื่อไทย #กระทรวงศึกษาธิการ
การยกระดับมาตรฐานการศึกษาผ่านนวัตกรรม Joint Accreditation ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยไทยสามารถเทียบเคียงมาตรฐานระดับนานาชาติได้ โดยเฉพาะการรับรองร่วมจากสถาบัน ASIIN เยอรมนี ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการประกันคุณภาพการศึกษาระดับยุโรปอย่างมืออาชีพ ในฐานะผู้ที่ติดตามแนวโน้มการพัฒนาการศึกษามาหลายปี ผมเห็นว่าความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาเป็นรูปแบบการขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ยุคนี้อย่างมาก เพราะช่วยสร้างความต่อเนื่องในการจัดการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ การสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยกลุ่มเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ได้ทดลองใช้ระบบประเมินคุณภาพที่สากลยอมรับ จะช่วยกระตุ้นให้สถาบันเหล่านี้ปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ในชีวิตประจำวัน ผมก็ได้เห็นนักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยที่ร่วมโครงการนี้ มีโอกาสได้รับความรู้และทักษะที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้มีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือข้ามกระทรวงและการมุ่งเน้นแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ (Zero Dropout) ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสให้ทุกคนได้รับการศึกษาและมีอาชีพที่มั่นคง ผมเชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เราจะเห็นภาพชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการศึกษาที่สูงขึ้นและโอกาสการจ้างงานที่มากขึ้นสำหรับเยาวชนไทย ทั้งนี้การสร้างมาตรฐานการศึกษาให้ทัดเทียมระดับสากลไม่เพียงแต่เสริมสร้างชื่อเสียงให้ประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันเศรษฐกิจของชาติในภาพรวมด้วย การติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับการศึกษาของไทย































