ใครบอกว่า AI จะมาแย่งงานนักการตลาด? หรือแค่มี Data กับ AI ก็เพียงพอแล้ว?

ใครบอกว่า AI จะมาแย่งงานนักการตลาด? หรือแค่มี Data กับ AI ก็เพียงพอแล้ว?

เท่าที่ผมไปนั่งฟังในงาน Human Insights in the AI Era ของ True มาวันนี้ ผมบอกได้คำเดียวว่าไม่ใช่เลยครับ AI ไม่ได้มาแย่งงานเราหรอก แต่คนยุคนี้ที่ใช้ AI ร่วมกับความเข้าใจมนุษย์ต่างหาก ที่กำลังจะแซงหน้าคนอื่นไปได้จริง ๆ

โจทย์ใหญ่ของธุรกิจตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครมีเทคโนโลยีล้ำกว่า หรือใครเก็บดาต้าได้มากกว่า เพราะในมุมมองของผม ข้อมูลท่วมหัวก็ไม่มีประโยชน์ถ้าเราตีความมันไม่เป็น และงานนี้ทรูทำถึงมาก ชวนกูรูระดับท็อป 6 ท่านมาสับอินไซต์ให้ฟังแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ ถอดรหัสโลกการตลาดยุค AI-First และ Marketing 7.0 ที่มันเกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน

สิ่งที่ผมฟังมาวันนี้คิดว่าเอาไปใช้ต่อยอดได้จริง ๆ น่าจะประมาณนี้ครับ (ถ้าพิมพ์งง ๆ ขออภัยด้วยนะ)

1. มี Data ไม่ได้แปลว่ามี Insight (เลิกแบ่งลูกค้าแบบเดาใจได้แล้ว)

คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ จากทรู พูดประโยคหนึ่งที่ทัชใจมาก ว่าข้อมูลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเข้าใจ ทุกวันนี้พฤติกรรมคนซับซ้อนเกินกว่าจะใช้เกณฑ์อายุ เพศ หรือประชากรศาสตร์แบบเดิม ๆ มาตัดสิน คนรุ่นใหม่โตทางความคิดไวมาก ส่วนผู้ใหญ่ก็มีไลฟ์สไตล์ที่ล้ำขึ้น

แบรนด์ยุคนี้เลยต้องทำตัวเป็น Living Brand คือต้องมีความยืดหยุ่น ปรับตัวตามบริบท และต้องรับฟังลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ข้อมูลแค่มีไว้ให้เรามองเห็นแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่เอาไว้แค่ยิงโฆษณาอัดใส่หน้าลูกค้าอย่างเดียว

2. ยิ่ง AI ฉลาด ความเชื่อใจยิ่งแพง (มาก)

ทาง NIQ เผยอินไซต์ระดับโลกว่า ตอนนี้ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเราจนแยกไม่ออกแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในฝั่งประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะเปิดรับ AI เชิงบวกมากกว่าฝั่งประเทศพัฒนาที่ระแวงเรื่องตกงานและข้อมูลเท็จจาก AI

และบทเรียนสำคัญของแบรนด์คือ ยิ่งเราใช้เทคโนโลยีเพื่อความรวดเร็วและแม่นยำมากเท่าไหร่ สิ่งที่เราห้ามละเลยคือ Trust, Privacy และ Security นวัตกรรมจะเจ๋งแค่ไหน แต่ถ้าลูกค้าสึกไม่ปลอดภัยหรือไม่โปร่งใส เค้าพร้อมเทแบรนด์เราทิ้งทันที

3. ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการ Support System

บริษัท โฮมรัน คอนซัลติ้ง ขยี้ใจผู้บริโภคยุคใหม่ไว้ 5 มิติ ซึ่งสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ลูกค้าวันนี้โหยหาความจริงใจ (Authenticity) เกลียดความเฟค ชอบแสดงตัวตน และต้องการใช้ชีวิตทันทีไม่ชอบรอ

ดังนั้น หน้าที่ของธุรกิจยุคนี้ไม่ใช่แค่คนขายของ แต่ต้องเสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนที่ช่วยให้ชีวิตเขา ง่ายขึ้น จริงใจขึ้น โดยใช้ AI และ Data เป็นเครื่องมือในการฟังและวิเคราะห์อารมณ์ของพวกเขาให้ออก

4. ก้าวสู่ Marketing 7.0 และยุคแห่ง GEO (Generative Engine Optimization)

ในส่วนของ ผศ.ดร.เอกก์ นายกสมาคมการตลาดฯ (MAT) คือเปิดโลกมาก ๆ ครับ! อาจารย์บอกว่าให้เลิกมอง AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่ให้มองมันเป็น หนึ่งในสมาชิกทีมการตลาดไปเลย

ความพีคคือ อีกหน่อยโครงสร้าง Touchpoint จะเปลี่ยนไป สื่อสารแบบเดิมจะใช้ไม่ได้ผล เพราะระบบ Smart Home หรือ IoT จะทำหน้าที่ค้นหา แนะนำ และตัดสินใจซื้อสินค้าแทนมนุษย์จากที่บ้าน! ยุคต่อไปเราอาจไม่ได้ทำแค่ SEO เพื่อให้คนเสิร์ชเจอเว็บเรา แต่ต้องทำ GEO เพื่อให้ระบบ AI อัจฉริยะต่าง ๆ เลือกที่จะหยิบแบรนด์เราไปแนะนำให้ผู้บริโภคฟัง

5. เคสจริงที่ทำได้จริง ลดต้นทุน 27% เพิ่มยอดคลิก 41%

ถ้าคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน ดร.ธีรเดช จาก True Bussiness เอาเคสจริงของระบบ The Dynamic Loop of Intelligence มาโชว์ให้ดูเลยครับ ทรูเปิดตัวโซลูชันอย่าง Influmatch.AI ที่ใช้ดาต้าเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ตรงกลุ่มจนสร้างยอดขายได้จริง รวมถึง Creative Fusion ที่ใช้ AI ช่วยดีไซน์และปรับเปลี่ยนชิ้นงานโฆษณาแบบเรียลไทม์ตามสภาพอากาศ เวลา หรือรสนิยมของคนดูตอนนั้นเลย ผลลัพธ์คือเพิ่ม CTR ได้สูงถึง 41% และลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ลงถึง 27% นี่คือการพลังของการเอาข้อมูลระดับแสนล้านของ Telco มาฟิวชั่นกับความคิดสร้างสรรค์

สิ่งที่ผมได้จากงานนี้คือ ยิ่งโลกขับเคลื่อนด้วย AI มากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น AI ประมวลผลข้อมูลได้เร็วและแม่นยำก็จริง แต่เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) การเล่าเรื่อง บริบทภาษาสแลง ค่านิยมวัฒนธรรมท้องถิ่น และจริยธรรม... มนุษย์เรายังกินขาดครับ

สูตรสำเร็จแห่งอนาคตจึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการเอา HI (Human Insights) + AI (Artificial Intelligence) มารวมกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ทั้งแม่นยำ และ มีความหมายต่อหัวใจคนจริง ๆ

ขอบคุณทาง True มาก ๆ ครับที่จัดงานดี ๆ อัดแน่นและตื่นเต้นขนาดนี้ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค ทำให้ผมได้ทั้งไอเดีย ทั้งพลังเอาไปลุยต่อยาว ๆ เลยครับ!

#TrueTogether #HumanInsights #BESTwithTRUEinAIEra #squidmanexe

101 True Digital Park
7/2 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับ Human Insights ในยุค AI แล้ว ผมรู้สึกได้ว่าความสำเร็จของนักการตลาดยุคใหม่ไม่ได้วัดกันแค่ที่ความเก่งของ AI หรือมีข้อมูลจำนวนมหาศาลแค่ไหน แต่ความสามารถในการตีความข้อมูลเชิงลึก หรือ Human Insight นี่แหละ คือหัวใจสำคัญ เทคโนโลยี AI และข้อมูลในปัจจุบันทำให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว แต่ถ้าเราใช้ข้อมูลอย่างไม่เข้าใจบริบทหรือจิตวิทยาของมนุษย์ ก็จะพลาดโอกาสสำคัญที่จะเชื่อมต่อกับลูกค้าอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น การแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบเก่าๆ ที่เน้นแค่ประชากรศาสตร์ ถูกแทนที่ด้วยการทำความเข้าใจแรงจูงใจ ความต้องการ หรือแม้แต่ความรู้สึกของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาที่ต่างกัน ในขณะที่ AI มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ ความเชื่อใจและความโปร่งใสก็เป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะลูกค้าปัจจุบันไม่ได้ต้องการแค่สินค้าที่ดี แต่ต้องการประสบการณ์ที่น่าเชื่อถือ มีความปลอดภัยในการใช้งานข้อมูลส่วนตัว และการดูแลรักษาความเป็นส่วนตัวอย่างจริงจัง อีกจุดที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญคือการยอมรับว่าการตลาดในยุคนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างแบรนด์ หรือการโฆษณาแบบเดิมๆ แต่ต้องเป็น “ผู้สนับสนุน” ที่เข้าใจและช่วยให้ชีวิตลูกค้าง่ายและดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะผ่านระบบสนับสนุนหลังการขาย หรือการใช้ AI ในการสื่อสารและวิเคราะห์ความรู้สึกลูกค้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งก้าวต่อไปที่น่าสนใจ คือแนวคิด Marketing 7.0 และยุคของ Generative Engine Optimization (GEO) ที่จะเปลี่ยนโครงสร้าง touchpoint โดยระบบ Smart Home หรือ IoT จะเข้ามามีบทบาทค้นหาและตัดสินใจแทนมนุษย์ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้แข่งขันแค่กับแบรนด์อื่นๆ แต่ยังต้องแข่งขันกับระบบ AI ที่จะเลือกนำเสนอสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค ผมเองได้เห็นเคสจริงจากองค์กรใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ AI ร่วมกับข้อมูลและความคิดสร้างสรรค์ เช่น การใช้ AI คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสม และการปรับเปลี่ยนโฆษณาแบบเรียลไทม์ตามสภาพแวดล้อม ทำให้ลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ลง 27% และเพิ่มอัตราคลิกสูงถึง 41% ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการผสานความสามารถของมนุษย์และ AI อย่างสมดุลคืออนาคตของการตลาด สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้เรายังคงได้เปรียบเหนือ AI อย่างเดียวคือความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและภาษาที่หลากหลาย รวมถึงความมีจริยธรรมในการสื่อสารและทำตลาดที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าในยุคดิจิทัลนี้